ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

“whatever” ครองสัมปทานแชมป์ “คำน่ารำคาญ” แห่งปี 2019


alphabets
please wait
Embed

No media source currently available

0:00 0:04:37 0:00

การจัดอันดับจาก Marist College Institute of Public Opinion หรือ Marist Poll ยกให้คำว่า “whatever” ที่ให้ความหมายว่า “ก็แล้วแต่” หรือ “อะไรก็ได้” เป็นคำน่ารำคาญแห่งปี 2019 และยังครองตำแหน่งคำน่ารำคาญแห่งทศวรรษนี้ด้วย

ชาวอเมริกันในการสำรวจของ Marist Poll ในปี 2019 ต่างยกให้คำว่า “whatever” เป็นคำที่น่ารำคาญที่สุดในบทสนทนา ขณะที่รองลงมาคือคำว่า “no offense, but ... ” หรือที่หมายความว่า “ก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ แต่ ... ” อันดับ 3 ได้แก่คำว่า “dude” ที่ใช้เป็นสรรพนามเรียกผู้ชาย ซึ่งบางครั้งเราอาจจะไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนาม ส่วนใหญ่จะได้ยินจากผู้ชายผิวขาวใช้เรียกเพื่อนชาย แต่ถ้าเป็นชายผิวสีเรียกกัน จะใช้คำว่า bro หรือ bruh ลดรูปมาจาก brother คือ พี่ชาย, น้องชาย

ส่วนอันดับ 4 คำน่ารำคาญแห่งปี ได้แก่ literally ที่ให้ความหมายคล้ายๆว่า จริงๆ หรือ ที่แท้จริงแล้วนะ ยกตัวอย่างเช่น I’m literally hungry. ฉันนี่หิวมากจริงๆนะ และอันดับ 5 ได้แก่คำว่า “please wait, I’ll be right with you.” หมายถึง รอหน่อย เดี๋ยวจะกลับมาคุยต่อ ซึ่งอาจจะเป็นคำน่ารำคาญ หากผู้ที่กล่าวเป็นเจ้าหน้าที่คอยให้บริการต่างๆ เช่น คอลเซนเตอร์

ในปีนี้นิตยสารไทม์ ยังมีการศึกษาเกี่ยวกับ 10 คำแสลงอเมริกันที่น่ารำคาญด้วยเช่นกัน ตามการจัดอันดับของ OnePoll ในแง่ของการสร้างความสับสนในความหมาย และวิธีการใช้ที่ฟังแล้วน่ารำคาญ

อันดับ 1 ตกเป็นของคำว่า “G.O.A.T” ซึ่งย่อมาจาก “The Greatest of All Time” หรือหมายถึง “สุดยอดตลอดกาล” ยกตัวอย่างเช่น Lebron James is the G.O.A.T. เลอบรอน เจมส์ คือสุดยอดตลอดกาลจริงๆ และบางครั้งก็มีการใช้อีโมจิรูปแพะ เพื่อสื่อถึงคำแสลงนี้ด้วย

คำน่ารำคาญอันดับ 2 ได้แก่ bae หมายถึง ที่รัก แบบที่เป็นแฟนเป็นคนรัก ย่อมาจาก baby หรือ babe เริ่มจากแนวเพลงแรพและฮิพฮอพช่วงคริสตทศวรรษที่ 2000 ยกตัวอย่างเช่น Is bae coming to dinner? แฟนจะมาทานมื้อเย็นด้วยหรือเปล่า และในช่วงหนึ่งเรานำคำว่า bae มาใช้เรียกบุคคลที่มีชื่อเสียงในสื่อสังคมออนไลน์ ยกตัวอย่างเช่น salt bae ใช้เรียก นูสเรต โกเช เชฟชาวตุรกีที่โด่งดังจากท่าโรยเกลืออันเป็นเอกลักษณ์

แสลงน่ารำคาญอันดับ 3 ได้แก่ hangry การผนวกศัพท์ระหว่าง "hungry" และ "angry" ให้ความหมายว่า หิวจนเป็นภัย หรือ โมโหหิว ก็ได้ ตัวอย่างเช่น I need to stop at the store now, I can feel myself getting hangry. ฉันต้องแวะซื้อของกินในร้านเดี๋ยวนี้ เพราะฉันรู้สึกโมโหหิวแล้ว

ส่วนอันดับ 4 ได้แก่ Gucci ที่ละม้ายคล้ายชื่อแบรนด์ดัง เริ่มใช้ในกลุ่มคนฮิพฮอพ ให้ความหมายว่า ดี เจ๋ง สบายๆ ตัวอย่างเช่น I've been Gucci, just working a lot. หมายถึง ฉันสบายดี แค่ทำงานเยอะไปหน่อย

อันดับ 5 น่าจะคุ้นเคย เพราะได้นำเสนอมาแล้ว อย่างคำว่า ghost ที่เป็นกริยาว่า to ghost someone หมายถึง หายไปจากชีวิตใครสักคนแบบกะทันหัน แบบอยู่ดีๆก็หายไลน์ไม่ตอบ ใช้บริบทของความสัมพันธ์ ที่คนเคยคบเคยคุยกันฉันท์คนรักกลับหายไปจากชีวิตโดยไม่บอกไม่กล่าว

ยกตัวอย่างเช่น He ghosted me after our first date. เขาหายไปเลยหลังจากเราไปเดทกันครั้งแรก

อันดับ 6 คำว่า Fleek ใช้กับการอธิบายรูปลักษณ์ภายนอก ว่าสดใหม่ หรือสวยงามน่าพึงใจ มักใช้ว่า something on fleek เช่น I just went to the salon so my nails are on fleek. ฉันเพิ่งไปซาลอนมาและเล็บฉันตอนนี้สวยเฉียบเนี้ยบนิ้งมาก

อันดับ 7 Stussy เป็นการผนวกศัพท์ระหว่างสไตล์การแต่งตัวแบบ preppy คือเส้นผ้าแนวคุณหนูผู้ดีมีการศึกษา และสไตล์การแต่งตัวแนว street เข้าด้วยกัน

อันดับ 8 TFW เป็นคำย่อให้ความหมายตามบริบท ว่า that face when หรือ สีหน้าตอนที่ ... และ that feeling when... หรือ ความรู้สึกตอนที่ เช่น TFW your mom tells you that you can't stop for fast food. หมายถึง สีหน้าตอนที่แม่บอกว่าห้ามแวะทานฟาสต์ฟู้ดตอนนี้

อันดับ 9 Throwing shade หมายความว่า ต่อว่าแบบอ้อมๆ และบางครั้งนำมาใช้แทนคำว่า no offense, but มาเป็น no shade, but … เช่น No shade, but that coat looks cheap.

และอันดับ 10 SMH เป็นคำย่อมาจาก shaking my head หมายถึง ส่ายหน้าแสดงความไม่พอใจหรือผิดหวัง มักจะเห็นในการส่งข้อความสั้นหรือแชทกันในหมู่วัยรุ่น เช่น You're going out with him again? SMH. เธอกลับไปคบกับตานั่นอีกแล้วหรือ? (ส่ายหน้า)

XS
SM
MD
LG