ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

พ่อแม่อเมริกันตั้งคำถาม “ลูกฉันต้องได้วัคซีนโควิด-19 หรือไม่?”


Vaccine Exemptions Schools

นานาทรรศนะจากพ่อแม่ผู้ปกครองชาวอเมริกัน ที่เริ่มตั้งคำถามว่า บุตรหลานจะต้องได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 หรือไม่?

ทริสเทน สวีทเทน พยาบาลวัย 34 ปี จากรัฐยูทาห์ ต้องการให้ลูกทั้ง 3 ของเธอ ที่มีอายุ 5 ขวบ 8 ขวบ และ 10 ขวบตามลำดับ ให้เข้ารับวัคซีนโควิด-19 ที่ผลิตจากบริษัทโมเดอร์นา ที่อยู่ระหว่างการทดสอบในเด็ก เธอบอกว่า ฉีดเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี เพื่อความปลอดภัยและยุติการระบาดของโควิด-19 นี้เสียที

เธอได้อ้างถึงสามีของเธอ สก็อต สวีทเทน ซึ่งเป็นนักวิจัยที่ทำงานเรื่องการทดสอบวัคซีนของจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน และแอสตราเซเนกาในผู้ใหญ่ ที่ยืนยันว่าเขารู้สึกสบายใจถึงขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา จึงมั่นใจว่าลูกๆก็จะปลอดภัยเช่นกัน

ด้านแองจี้ แอนโคมา คุณแม่ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันวัย 45 ปี ในโรดไอส์แลนด์ เชื่อว่า การทดสอบวัคซีนโควิด-19 ในเด็ก จำเป็นต้องใช้กลุ่มประชากรหลากหลายเชื้อชาติสีผิวเข้าร่วม จากที่เธอเป็นหนึ่งในอาสาสมัครทดสอบวัคซีนด้วยตัวเอง และเธอได้ส่งลูกๆ ของเธอเข้าร่วมโครงการทดสอบด้วยเช่นกัน ตามรายงานของรอยเตอร์

แอนโคมา ปรึกษากุมารแพทย์ที่ดูแลลูกของเธอ จากข้อกังวลเรื่องผลกระทบของวัคซีนต่อเด็กในระยะยาว ก่อนที่จะตัดสินใจว่า ความเสี่ยงที่ได้คุ้มค่าพอที่จะให้ลูกทั้ง 4 คน ที่มีอายุตั้งแต่ 7-16 ปี ได้รับวัคซีนโควิด-19

ทั้งสวีทเทนและแอนโคมา เป็นหนึ่งในผู้ปกครองหลายพันชีวิต ที่สมัครใจให้ลูกๆเข้าร่วมโครงการทดสอบวัคซีนโควิด-19 ของไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค และโมเดอร์นา วัคซีน 2 ชนิดแรกที่เดินหน้าทดสอบในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี เพื่อเป้าหมายแจกจ่ายวัคซีนให้เด็กอเมริกัน 48 ล้านคนในประเทศ

ทางหน่วยงานสาธารณสุขสหรัฐฯ ระบุว่า วัคซีนโควิด-19 มีบทบาทสำคัญในการยุติการระบาดใหญ่ของโควิด-19 แต่หลายฝ่ายแสดงความกังวลถึงความลังเลใจที่จะเข้ารับวัคซีนในคนวัยผู้ใหญ่ ที่แน่นอนว่าจะมีมากขึ้นหากต้องให้บุตรหลานเข้ารับวัคซีน พ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนเริ่มตั้งคำถามและชั่งตวงวัดถึงความเสี่ยงและประโยชน์ของวัคซีนที่มีต่อเด็ก จากความไม่แน่นอนถึงผลระยะยาวของวัคซีนต่อพัฒนาการของเด็ก และตัวเลขที่แท้จริงว่าเด็กได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ว่ามีมากน้อยแค่ไหน

เพื่อบรรเทาข้อกังวลใจเหล่านี้ นักวิทยาศาสตร์บางราย เรียกร้องให้สำนักงานอาหารและยาสหรัฐฯ หรือ FDA ชะลอแผนการทดสอบวัคซีนโควิด-19 ในเด็กไปก่อน

ทางโฆษกบริษัทไฟเซอร์ เจริกา พิตส์ กล่าวว่า ยังเร็วไปที่จะคาดการณ์ถึงการอนุมัติการใช้วัคซีนโควิด-19 ในเด็ก แต่บริษัทมีแผนที่จะทำงานร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขเพื่อส่งเสริมความสำคัญของการเข้ารับวัคซีน

ส่วนนักวิจัยจากบริษัทโมเดอร์นา แจคเคอลีน มิลเลอร์ กล่าวว่า บริษัทได้หารือกับ FDA เกี่ยวกับการพัฒนาวัคซีนสำหรับเด็ก และว่าบริษัทหวังว่าจะสามารถผลิตวัคซีนให้เพียงพอกับเด็ก สำหรับการใช้เพื่อการฉุกเฉิน เหมือนกับที่อนุมัติการใช้สำหรับคนวัยผู้ใหญ่ในอเมริกา เพื่อให้เด็กสามารถกลับไปเรียนหนังสือได้อีกครั้ง

จังหวะเหมาะสมของวัคซีนโควิด-19 ในเด็ก

ทีมวิจัยที่นำทีมทดสอบวัคซีนโควิด-19 จากโมเดอร์นา และไฟเซอร์ ในเด็กตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป มีความเชื่อมั่นว่าวัคซีนจะปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในเด็ก เทียบเท่ากับผู้ใหญ่

กรณีของไฟเซอร์ ที่ระบุให้วัคซีนสามารถใช้กับคนอายุ 16 ปีขึ้นไปในสหรัฐฯ พบว่า วัคซีนมีประสิทธิภาพกับเด็กอายุ 12-15 ปี และอาจได้รับการอนุมัติการใช้สำหรับเด็กกลุ่มนี้ในเดือนพฤษภาคมได้ และทั้งไฟเซอร์และโมเดอร์นา ต่างระบุว่า วัคซีนโควิด-19 ของบริษัท จะสามารถใช้ได้กับเด็กที่อายุน้อยกว่านั้น ภายในช่วงต้นปีหน้าด้วย

การสำรวจจาก Axios/Ipsos ช่วงวันที่ 2-5 เมษายน พบว่า 52% ของพ่อแม่ชาวอเมริกัน บอกว่า จะให้ลูกเข้ารับวัคซีนได้เร็วที่สุดเท่าที่ทางการพร้อมให้ใช้

ปัจจุบัน เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ยังมีระดับความเสี่ยงที่ต่ำจากการติดเชื้อและล้มป่วยด้วยโควิด-19 แต่ข้อมูลสถิติที่เก็บตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีก่อน พบว่า เด็ก 285 รายเสียชีวิตจากโควิด-19 หรือคิดเป็น 0.06% ของยอดเสียชีวิตจากโควิด-19 โดยรวม ตามข้อมูลจาก American Academy of Pediatrics ซึ่งเก็บข้อมูลจาก 43 รัฐในอเมริกา และพบเด็กที่ล้มป่วยหนักจนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจากโควิด-19 ราว 14,500 คนในช่วงเวลาเดียวกัน คิดเป็นสัดส่วนราว 2%

อาจารย์ด้านกุมารเวชศาสตร์จาก University of Colorado นพ.ฌอน โอลีรีย์ ให้ความเห็นว่า วัคซีนโควิด-19 จะช่วยให้เด็กลดโอกาสป่วยหนักจนต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล ลดผลกระทบรุนแรงต่อร่างกาย และอาการโควิด-19 ในระยะยาว (long COVID) ที่อาจรวมถึงอาการอ่อนล้าจัด เจ็บหน้าอก อาการอักเสบที่หัวใจ ปวดหัว มีปัญหาความจำ เศร้าซึม ไม่ได้กลิ่นบางอย่าง มีไข้กลับไปกลับมา ท้องเสีย และมีเสียงก้องในหู

การให้วัคซีนในเด็กเพื่อลดอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิต ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในวงการแพทย์ แต่ทีมสาธารณสุขหลายรายเตือนว่า หากปล่อยให้เด็กไม่ได้รับวัคซีนโควิด-19 จะทำให้เด็กกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อ เปิดทางให้ไวรัสกลายพันธุ์หลบเลี่ยงวัคซีนและกลับมาเติบโตและแพร่เชื้อได้อีกครั้ง

แต่ทั้งหลายทั้งปวง พ่อแม่ผู้ปกครองควรเป็นฝ่ายได้รับวัคซีนโควิด-19 ให้ครบถ้วน ก่อนจะส่งวัคซีนให้กับบุตรหลาน และอาจต้องมีการพัฒนาวัคซีนให้สามารถใช้ได้กับเด็กเท่านั้น เหมือนกับกรณีของวัคซีนอีสุกอีใส

ปัจจุบัน มีชาวอเมริกันกว่า 63 ล้านคน ได้รับวัคซีนจากไฟเซอร์ และ 55 ล้านคนได้รับวัคซีนของโมเดอร์นา

ส่วนในการทดสอบในเด็ก ทีมวิจัยยังใช้การให้วัคซีนขนานน้อยๆ เพื่อดูผลข้างเคียง ความปลอดภัย และประสิทธิผลของวัคซีนเป็นหลัก ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าจะมีผลการศึกษาที่ชัดเจนออกมา

XS
SM
MD
LG