ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

5 เคล็ดลับการดำเนินธุรกิจ 'Brick and Mortar' จากบทเรียน Toys ‘R’ Us


please wait

No media source currently available

0:00 0:04:32 0:00

การยื่นฟ้องล้มละลายของ Toys ‘R’ Us อาณาจักรของเล่นยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ได้สร้างความกังวลถึงการล่มสลายของธุรกิจค้าปลีก ทว่านี่ไม่ใช่ธุรกิจ Brick and Mortar หรือธุรกิจที่มีหน้าร้านแห่งแรกในสหรัฐฯ ที่ต้องยื่นล้มละลาย

เพราะในปีนี้ มีอย่างน้อย 10 ธุรกิจรูปแบบเดียวกันที่ยื่นขอล้มละลายในสหรัฐฯ ที่คุ้นหูกันก็มี Radio Shack, Payless Shoes, Limited และ American Apparel

สิ่งหนึ่งที่นำไปสู่ปรากฏการณ์ปิดตัวของร้านเครือต่างๆ คือ พฤติกรรมการช้อปปิ้งออนไลน์ โดยผลสำรวจของ Pew ระบุว่า 79% ของชาวอเมริกันหันไปช้อปปิ้งออนไลน์ แต่มีแค่ 51% ของคนกลุ่มนี้ที่ซื้อสินค้าผ่านสมาร์ทโฟนจริงๆ และมีเพียง 15% ที่กล้ากดซื้อผ่านลิงค์ของร้านค้าออนไลน์

แต่ในทางกลับกัน ราคาที่ต้องจ่ายไปกับความสะดวกสบายของการช้อปปิ้งออนไลน์นั้น ยังคงสูงในสายตาของขาช้อปอเมริกัน เพราะในการสำรวจเดียวกัน นักช้อปออนไลน์ที่ทำการสำรวจ 65% กล้าพูดเลยว่า ถ้าสามารถออกไปซื้อของในร้านได้ ก็จะเลือกทำแบบนั้นมากกว่าบนโลกออนไลน์

เพราะหัวใจที่ทำให้การช้อปปิ้งในร้านยังเกิดขึ้น คือ การเปรียบเทียบราคาสินค้า และทดลองสินค้า และปฏิสัมพันธ์ระหว่างพนักงานขายกับลูกค้า

เช่นเดียวกับข้อมูลจาก Forbes ระบุว่า คนรุ่นมิลเลเนียลและ Generation Z ที่จะกลายมาเป็นกำลังซื้อสำคัญแทนกลุ่ม Baby Boomers ยังชื่นชอบการซื้อของที่ร้านถึง 77% ทีเดียว

ทางสหพันธ์ค้าปลีกแห่งสหรัฐฯ หรือ NRF เปิดเผย 10 อันดับร้านที่ต้องปิดสาขาลงในอเมริกาในปีนี้ ได้แก่ Radio Shack และ Payless ปิดกิจการรวมทั้งสิ้นเกือบ 2 พันสาขา ขณะที่ร้านที่เปิดสาขาเพิ่มในสหรัฐฯ 3 อันดับแรก ตกเป็นของ Dollar General, Dollar Tree และ 7-11 ที่เตรียมเปิดสาขาใหม่มากกว่า 2 พัน 3 ร้อยสาขา

นี่เป็นเครื่องสะท้อนว่าธุรกิจค้าปลีก โดยเฉพาะ Brick and Mortar ยังไม่หายไปจากธุรกิจสหรัฐฯ เพียงแต่ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค

โดย Forbes และ Shopify.com แนะนำ 5 กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในยุคนี้

  1. สร้างประสบการณ์การช้อปในร้านที่เหนือกว่า: ร้านค้าจะต้องมอบสิ่งที่มากกว่าสินค้าที่พวกเขาจ่ายเงินซื้อ เช่น ลูกค้าซื้อเครื่องสำอางค์ ก็จะได้ของแถมอื่นๆ หรือบริการแต่งหน้านวดหน้า
  2. เสนอรูปแบบการช้อปที่ออกแบบเฉพาะตัวให้ลูกค้า: สะท้อนว่าลูกค้าคือคนสำคัญและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น ร้านเครื่องแต่งกายชาย Bonobos ที่ทำร้าน Guide Shop เพื่อออกแบบสไตล์การแต่งตัวของลูกค้าโดยไม่จำเป็นต้องซื้อ หรือจะซื้อแล้วส่งไปที่บ้านก็ได้
  3. เทคโนโลยีเป็น “เครื่องมือ” ไม่ใช่ “ร้านค้า”: ส่งคูปองออนไลน์ รายการสินค้า โปรโมชั่นประจำเดือนไปให้ลูกค้าที่สนใจ ผ่านสมาร์ทโฟนหรืออีเมลล์ รวมทั้งวางระบบร้านที่พึ่งพาเทคโนโลยีเพื่อความคล่องตัวได้
  4. “พนักงานขาย” คือหัวใจของร้าน
  5. สร้างการเข้าถึงร้านค้าในทุกรูปแบบ: เปิดรับช่องทางการเข้าถึงร้านค้าไม่ใช่แค่หน้าร้าน อัพเดทเว็บไซต์ อีเมลล์ โซเชียลมีเดีย วางระบบ SMS เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงได้ตลอดเวลา
XS
SM
MD
LG