ลิ้งค์เชื่อมต่อ

จีนไม่รอด! มาตรการลงโทษเศรษฐกิจรัสเซียสะเทือนแดนมังกร

Russia China
Russia China

จีนได้รับผลกระทบอย่างหนักจากมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจกับรัสเซียที่นานาประเทศนำมาใช้ เพื่อตอบโต้การบุกรุกรานยูเครนของรัสเซียเมื่อสัปดาห์ก่อน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จีน หวัง เหวินเตา (Wang Wentao) ระบุในการแถลงข่าวล่าสุดว่า ในปีนี้แรงกดดันจากการค้าระหว่างประเทศจะมีผลต่อจีนอย่างมหาศาล และสถานการณ์จะเลวร้ายอย่างมาก

มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียที่นานาชาตินำมาใช้ในปัจจุบัน ได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น และเป็นภาระทางการเงินครั้งใหญ่แก่จีน ในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก และพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันราว 2 ใน 3 จากรัสเซีย

ส่วนข้อจำกัดทางเศรษฐกิจอื่นๆ อาจมีผลต่อการค้าระหว่างรัสเซียและจีน มูลค่า 147,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี อีกทั้งการเคลื่อนย้ายเงินทุนไปยังหน่วยงานต่างๆ ของรัสเซีย ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในรูปแบบสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 86% ของธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศด้วย

เจคอป กันเตอร์ นักวิเคราะห์อาวุโส แห่งสถาบัน Mercator Institute for China Studies ให้ทัศนะกับวีโอเอว่า บริษัทสัญชาติจีนกำลังตกที่นั่งลำบาก เพราะบริษัทจีนที่ดำเนินกิจการในสหรัฐฯ หรือในสหภาพยุโรป อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจขนานใหญ่นี้ตามไปด้วย หากบริษัทแม่ในจีนยังดำเนินธุรกิจหรือมีสายสัมพันธ์กับรัสเซีย

บริษัท Lenovo และ Didi ประกาศยุติการดำเนินกิจการกับรัสเซีย เจอกระแสวิจารณ์อย่างหนักโดยผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในจีน ทำให้บริษัทรายอื่นกังวลว่า การตัดสัมพันธ์กับรัสเซียอาจนำมาซึ่งการสูญเสียฐานลูกค้าของตลาดในประเทศได้

มาร์ค วิลเลียมส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ด้านเอเชีย จาก Capital Economics คาดว่า จีนจะต้องเจอกับปัญหาเงินเฟ้อตามมา เนื่องจากราคาสินค้านำเข้าได้ปรับเพิ่มสูงขึ้นมาตั้งแต่การบุกยูเครนของรัสเซีย ซึ่งหากสถานการณ์ยกระดับรุนแรงขึ้นกว่านี้ และการค้าพลังงานระหว่างรัสเซียและชาติตะวันตกถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง ผลกระทบจะยิ่งมากขึ้นไปอีก

แต่ในทางกลับกัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ด้านเอเชีย จาก Capital Economics ภาวะสงครามได้เปิดประตูแห่งโอกาสทางเศรษฐกิจแก่จีนด้วยเช่นกัน เพราะในระหว่างที่ทั่วโลกตัดสัมพันธ์กับรัสเซีย ได้ผลักให้จีนอยู่ในบทบาทที่สามารถต่อรองสัญญาด้านพลังงานซึ่งเป็นประโยชน์กับจีนได้ในระยะยาว ขณะเดียวกัน มาตรการจำกัดการส่งออกของชาติตะวันตก อาจจะเปิดโอกาสให้บริษัทจีนเข้ามามีบทบาทแทนที่บริษัทฝั่งตะวันตกได้เช่นกัน

แต่คำถามที่สำคัญกว่านั้น คือ รัฐบาลปักกิ่งจะยังคงทำตามข้อตกลงที่ทำไว้กับรัสเซีย เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในการเพิ่มมูลค่าการค้า ซึ่งรวมถึงการเพิ่มการซื้อพลังงานจากรัสเซียหรือไม่?

กันเตอร์ นักวิเคราะห์อาวุโส แห่งสถาบัน Mercator Institute for China Studies มองว่า รัฐบาลปักกิ่งรู้สึกผิดหวังกับท่าทีของรัสเซียที่บุกยูเครนแทบจะทันทีที่ลงนามข้อตกลงร่วมกัน แต่ดูเหมือนว่าจีนจะไม่มีทางเดินออกจากข้อผูกมัดดังกล่าวได้ และแม้ว่าจีนจะกลายเป็นเครื่องช่วยชีวิตที่สำคัญของรัสเซีย แต่ยังมีข้อจำกัดที่รัฐบาลปักกิ่งจะเสนอให้กับรัสเซียได้ โดยไม่สร้างความขุ่นเคืองกับชาติตะวันตก

นอกจากนี้ ประเด็นการส่งออกพลังงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในการส่งออกที่สำคัญที่สุดของรัสเซีย ไม่สามารถเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น เนื่องจากการนำเข้าก๊าซจากรัสเซียในปริมาณที่เกินจำนวนที่ทำข้อตกลงไว้จำเป็นจะต้องวางระบบท่อเพิ่มเติม ซึ่งต้องใช้เวลาในการสร้าง

ส่วนประเด็นของระบบชำระเงินระหว่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา จีนพยายามลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และลงนามข้อตกลงการแลกเปลี่ยนเงินตรากับประเทศคู่ค้าหลายแห่ง รวมทั้งรัสเซีย โดยเมื่อปี 2015 รัฐบาลปักกิ่งได้เปิดระบบการชำระเงินข้ามแดนด้วยสกุลเงินหยวน หรือ CIPS เพื่อเป็นทางเลือกทดแทนระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ SWIFT ที่ใช้กันแพร่หลายทั่วโลก

วิลเลียมส์ จาก Capital Economics มองว่า แม้ว่าระบบ CIPS จะไม่เกี่ยวข้องกับระบบธนาคารและสถาบันการเงินสหรัฐฯ โดยตรง แต่ระบบ CIPS อาจไม่รอดพ้นจากการแทรกแซงจากสหรัฐฯ หากจีนเลือกใช้ระบบชำระเงินนี้กับประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากรัสเซีย เพราะตอนนี้มีธนาคาร 17 แห่งของรัสเซียที่เชื่อมต่อกับระบบ CIPS ของจีน ซึ่งธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับธนาคารรัสเซีย อาจถือว่ามีจุดมุ่งหมายเพื่อหลบเลี่ยงมาตรการลงโทษจากชาติตะวันตก และอาจทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบ นั่นจึงทำให้การใช้ระบบ CIPS สำหรับธุรกรรมระหว่างรัสเซียและจีนมีข้อจำกัดนั่นเอง

ขณะที่ ลอร์ดส คาซาโนวา ผู้อำนวยการสถาบัน Emerging Markets Institute แห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนล เปิดเผยกับวีโอเอว่า ยังคงต้องจับตาดูว่าระบบ CIPS จะทำงานอย่างไร และจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็น “คู่แข่ง” ของระบบ SWIFT ได้หรือไม่

This item is part of
XS
SM
MD
LG