ลิ้งค์เชื่อมต่อ

ข้าวอาเซียนเสี่ยงเสียหาย หลังชายฝั่งทรุด-น้ำทะเลรุกล้ำ


Cambodian rice farmer Prak Nhorn. (Elise Cutts/VOA)
Cambodian rice farmer Prak Nhorn. (Elise Cutts/VOA)

น้ำทะเลในบริเวณชายฝั่งกำลังรุกเข้ามายังพื้นที่ทำการเกษตรในหลายประเทศทั่วโลก ทำให้พื้นดินและแหล่งน้ำปนเปื้อนไปด้วยความเค็ม และเป็นอันตรายต่อผลผลิตทางการเกษตร และในบางพื้นที่เช่น ในทวีบเอเชีย การรุกล้ำเข้ามาของน้ำเค็มทำให้ชาวสวนชาวนาบางคนแทบจะไม่สามารถปลูกข้าว ซึ่งเป็นอาหารหลักของภูมิภาคได้

พรัก ญอน (Prak Nhorn) เป็นชาวนาคนหนึ่งในหมู่บ้าน สลับ ดา ออน (Slab Ta Aon) ซึ่งอยู่ติดกับชายทะเล ห่างจากกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชาไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 150 กิโลเมตร

ในช่วงสองปีที่ผ่านมา น้ำทะเลได้ทำลายนาข้าวของชาวนาในหมู่บ้าน จนทำให้ พรัก ญอน เริ่มไม่แน่ใจว่าเขาและชาวนาคนอื่น ๆ จะสามารถปลูกข้าวได้อีกหรือไม่ในอนาคต

พรัก ญอนกล่าวว่ากับวีโอเอว่า "หลังจากที่ปักดำต้นกล้าไปในนาข้าว สีของต้นกล้าเหล่านั้นเปลี่ยนเป็นสีแดง ก่อนที่จะตายในที่สุด เพราะดินมีความเค็ม จนทำให้ต้นกล้าไม่สามารถเติบโตได้"

สภาพการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ และการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ได้ทำให้พื้นที่บริเวณชายฝั่งหลายแห่งทั่วโลกทรุดตัว และเกิดปรากฎการณ์น้ำทะเลหนุน

น้ำทะเลทำให้พื้นดินและแหล่งน้ำจืดบนฝั่งปนเปื้อนไปด้วยเกลือ ส่งผลต่อกิจกรรมการเกษตร ในทวีปเอเชีย ความเค็มที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลเสียต่อหลายพื้นที่ชายฝั่งที่เป็นพื้นที่ปลูกข้าวของชาวนา พืชผลการเกษตรหลักของภูมิภาค

A farmer plants rice on a paddy field during early morning to avoid the heat in Hanoi, Vietnam June 25, 2020. REUTERS/Kham
A farmer plants rice on a paddy field during early morning to avoid the heat in Hanoi, Vietnam June 25, 2020. REUTERS/Kham

บีเยิร์น โอเล ซานเดอร์ ผู้เชี่ยวชาญประจำประเทศเวียดนามแห่ง สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ หรือ International Rice Research Institute กล่าวว่าข้าวเป็นพืชที่่สำคัญความมั่นคงด้านอาหารในเอเชีย

ซานเดอร์กล่าวว่า “ข้าวเป็นอาหารหลักของผู้คนมากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลก และยังคิดเป็นกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของพลังงานจากอาหารที่มีการบริโภคในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งหลายคนกินข้าวทุกวันในทุกมื้ออาหาร”

ในเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสามของโลก ความเค็มกำลังเปลี่ยนสภาพของพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงอย่างรวดเร็ว ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำชายฝั่ง และเป็นพื้นที่ที่ใช้ปลูกข้าวมากกว่าครึ่งหนึ่งของผลผลิตข้าวทั้งหมดในเวียดนาม

โค วาน หวัน กล่าวกับวีโอเอว่าน้ำทะเลได้ทำลายนาข้าวของเขาในจังหวัด ลองอัน ในเวียดนาม

เขากล่าวว่า "ถ้าหากมีน้ำจืด ก็จะสามารถปลูกข้าวได้ตลอดทั้งปี แต่เมื่อไม่มีน้ำจืดแล้ว ก็จะไม่สามารถปลูกอะไรได้"

A local farmer, foreground, cleans mud from the rice seedlings at a rice paddy field during the rainy season in Tonle Om village on the outskirts of Phnom Penh, Cambodia, Sunday, Aug. 2, 2020.
A local farmer, foreground, cleans mud from the rice seedlings at a rice paddy field during the rainy season in Tonle Om village on the outskirts of Phnom Penh, Cambodia, Sunday, Aug. 2, 2020.

บรรดาผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ารัฐบาลเวียดนามวางแผนปรับกิจกรรมการเกษตรเพื่อรับมือกับปัญหาความเค็มนี้ โดยการลดการปลูกข้าว และเปลี่ยนไม่ให้มีการใช้พื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงปลูกข้าวราคาถูกจำนวนมากเพียงอย่างเดียว ซึ่งนั่นอาจจะเป็นข่าวร้ายสำหรับประเทศอื่น

บีเยิร์น โอเล ซานเดอร์ ผู้เชี่ยวชาญแห่ง สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ กล่าวว่า “ข้าวที่เวียดนามส่งออกนั้น ส่วนใหญ่ได้มาจากข้าวที่เพาะปลูกในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งหมายความว่า ประเทศผู้นำเข้าข้าวจากเวียดนาม เ่ช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และบางประเทศในทวีปแอฟริกา จะต้องได้รับผลกระทบจากผลของการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและปัญหาความเค็มของดินในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงด้วยเช่นกัน”

สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศประเมินว่าการผลิตข้าวทั่วโลกจะต้องเพิ่มขึ้นทุกปีเพื่อที่จะทำให้มีข้าวเพียงพอ ในปริมาณที่จะทำให้ข้าวมีราคาที่ผู้คนหลายพันล้านคนสามารถซื้อหาได้ ในขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกและกิจกรรมของมนุษย์ก็มีแต่จะทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น และทำให้ชายฝั่งทรุดลง

เมื่อมองกลับมายังหมู่บ้าน สลับ ดา ออน พรัก ญอน บอกว่าเขาไม่รู้ว่าจะต้องแก้ปัญหาอย่างไร

เขากล่าวว่าเขากลุ้มใจกับปัญหาพายุฝน น้ำท่วม และการรุกล้ำของน้ำเค็ม ที่เกิดขึ้นทุกปี ที่มีแต่จะเป็นผลร้ายต่อนาข้าวของเขาและชาวบ้านคนอื่น ๆ

ในฤดูทำนาปีนี้ พรัก ญอน สูญเสียเงินไปเป็นจำนวนมากกับการเพาะปลูกต้นกล้า ที่ต้องมาตายเพราะน้ำเค็ม และเมื่อดูเหมือนว่าปัญหาน้ำเค็มนี้จะยังคงเกิดขึ้นทุก ๆ ปี เขาเองก็ไม่แน่ใจว่า ในฤดูกาลหน้า เขาควรจะปลูกข้าวตามเดิมอีกหรือไม่

ที่มา: วีโอเอ

XS
SM
MD
LG