ในที่สุด! FDA ไฟเขียววัคซีนไวรัสต้านโควิด-19 ในสหรัฐฯ 

Moderna vaccin

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ หรือ FDA อนุมัติวัคซีนต้านโควิด-19 ที่ร่วมพัฒนาโดยบริษัทไฟเซอร์ (Pfizer) และบริษัทไบโอเอ็นเทค (BioNTech) โดยคาดว่าจะมีการให้วัคซีนรอบแรกภายในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

การทดลองขั้นสุดท้ายของวัคซีนไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค บ่งชี้ว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคจากโควิด-19 อยู่ที่ 95 เปอร์เซ็นต์ FDA ระบุว่า บุคคลที่รับวัคซีนจะต้องมีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป โดยบุคลากรด้านสาธารณสุขและผู้สูงอายุในบ้านพักคนชราจะเป็นบุคคลกลุ่มแรกที่ได้รับวัคซีนชุดแรกจำนวน 2.9 ล้านโดสนี้

รัฐบาลสหรัฐฯ ตั้งเป้าว่าจะแจกจ่ายวัคซีนทั่วประเทศทันทีที่ FDA อนุมัติวัคซีนดังกล่าว โดยคาดว่าจะเริ่มมีการฉีดวัคซีนรอบแรกภายในต้นสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ คาดว่าชาวอเมริกันหลายล้านคนจะเริ่มรับวัคซีนได้ภายในเดือนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากวัคซีนอีกตัวจากบริษัทโมเดอร์นา (Moderna) ได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าอาจได้รับการอนุมัติภายในสัปดาห์หน้า นอกจากนี้ ยังมีวัคซีนที่บริษัทแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ร่วมพัฒนากับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และวัคซีนของบริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน (Johnson & Johnson)


ก่อนหน้านี้ ทางการอังกฤษอนุมัติวัคซีนของไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทค โดยชาวอังกฤษเริ่มรับวัคซีนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทางด้านแคนาดาก็อนุมัติวัคซีนตัวนี้แล้วเช่นกัน และคาดว่าจะเริ่มให้วัคซีนแก่ประชาชนได้ในสัปดาห์หน้า


ทั้งนี้ การอนุมัติวัคซีนของ FDA มีขึ้นในขณะที่สหรัฐฯ มียอดผู้ติดเชื้อ ยอดผู้ป่วยในโรงพยาบาล และยอดผู้เสียชีวิตจากเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ เพิ่มสูงขึ้นเป็นสถิติใหม่ โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มียอดผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในหนึ่งวันสูงถึง 3,000 คน ในขณะที่ห้องผู้ป่วยวิกฤติในโรงพยาบาลทั่วประเทศก็มีผู้ป่วยเกือบเต็ม

ทั้งนี้ บริษัทไบโอเอ็นเทคเริ่มพัฒนาวัคซีนมาตั้งแต่เดือนมกราคม โดยใช้เทคโนโลยี mRNA ที่ใช้ตัวส่งสารเคมีกำกับเซลล์ให้สร้างโปรตีนที่มีลักษณะคล้ายกับส่วนหนึ่งของเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจดจำว่าเชื้อลักษณะนี้เป็นเชื้อแปลกปลอม โดยไบโอเอ็นเทคตกลงร่วมพัฒนาวัคซีนกับไฟเซอร์เมื่อเดือนมีนาคม

FILE PHOTO: A vial of the Pfizer/BioNTech COVID-19 vaccine is seen ahead of being administered at the Royal Victoria Hospital in Belfast



นอกจากนี้ วัคซีนตัวนี้ยังต้องถูกขนส่งและเก็บในอุณหภูมิเย็นจัดที่่ -70 องศาเซลเซียสอีกด้วย โดยไฟเซอร์ได้พัฒนาบรรจุภัณฑ์ใส่น้ำแข็งแห้งสำหรับขนส่งวัคซีนโดยเฉพาะ ทั้งนี้ ทางการของหลายรัฐมีความกังวลว่าอาจมีน้ำแข็งแห้งไม่พอสำหรับขนส่งวัคซีนไปยังพื้นที่ชนบท แม้ทางไฟเซอร์จะคาดว่าจะมีน้ำแข็งแห้งพอใช้ก็ตาม

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลสหรัฐฯ เคยประกาศว่าจะแจกจ่ายวัคซีนให้ประชาชนได้ทั้ง 330 ล้านคนภายในกลางปีหน้า โดยโครงการพิเศษของรัฐบาลสหรัฐฯ “Operation Warp Speed” ได้สั่งซื้อวัคซีน 100 ล้านโดสจากไฟเซอร์ สำหรับชาวอเมริกัน 50 ล้านคน

สก็อต ก็อตเลียบ กรรมการบริหารของไฟเซอร์ และอดีตกรรมการ FDA ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ในเดือนพฤศจิกายน ไฟเซอร์เสนอขายวัคซีนเพิ่มให้กับรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ข้อเสนอดังกล่าวถูกปฏิเสธ

ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังตกลงซื้อวัคซีน 200 ล้านโดสจากบริษัทโมเดอร์นา และจากผู้ผลิตวัคซีนเจ้าอื่นๆ เช่นกัน

ดร. แอนโธนี เฟาซี่ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อของ Operation Warp Speed ระบุว่า หากสหรัฐฯ สามารถให้วัคซีนแก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึงภายในไตรมาสที่สองของปีหน้า สหรัฐฯ อาจมีภูมิคุ้มกันหมู่มากพอที่จะปกป้องดูแลสังคมส่วนใหญ่ได้ภายในช่วงสิ้นไตรมาสที่สาม และภายในสิ้นปีหน้า ผู้คนอาจกลับมาใช้ชีวิตได้เกือบเป็นปกติอีกครั้ง