ลิ้งค์เชื่อมต่อ

สหรัฐฯ จะยอมขาย 'เอฟ-35' ให้ตุรกี แลกกับการทิ้งขีปนาวุธ 'เอส-400' ของรัสเซีย


(แฟ้มภาพ) เครื่องบินรบไอพ่น F-35B Lightning II ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ บินโชว์ตัวในนิทรรศการการบินที่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2022
(แฟ้มภาพ) เครื่องบินรบไอพ่น F-35B Lightning II ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ บินโชว์ตัวในนิทรรศการการบินที่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2022

ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับตุรกี กำลังพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน รัฐบาลกรุงวอชิงตันได้เสนอให้ตุรกีสามารถซื้อเครื่องบินรบไอพ่นรุ่นใหม่ เอฟ-35 ได้แล้ว หากว่า ตุรกียอมส่งระบบขีปนาวุธ เอส-400 ที่ซื้อมาจากรัสเซียให้แก่ประเทศอื่น โดยอาวุธดังกล่าวถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีกับรัสเซีย

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เคยปฏิเสธการขายเครื่องบินรบไอพ่นล่องหน เอฟ-35 ให้แก่ตุรกี หลังจากที่รัฐบาลกรุงอังการาตัดสินใจซื้อระบบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน เอส-400 ของรัสเซีย ซึ่งทางกรุงวอชิงตันบอกว่าจะเป็นภัยต่อเทคโนโลยีของเครื่องบินเอฟ-35

แต่ในการเยือนนครอิสตันบูลเมื่อเดือนที่แล้ว รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ วิคตอเรีย นูแลนด์ ได้เสนอปัดฝุ่นโครงการขายเครื่องบินรบเอฟ-35 ให้ตุรกีอีกครั้ง หากว่าตุรกียินยอมส่งระบบขีปนาวุธเอส-400 ให้แก่ประเทศอื่น ซึ่งทางรัฐมนตรีต่างประเทศตุรกี ฮาคาร ฟิดาน กล่าวว่า ตุรกียินดีเปิดรับข้อตกลงดังกล่าว

โดยประเทศที่อยู่ในข่ายที่ตุรกีอาจส่งขีปนาวุธเอส-400 ไปให้ คือพันธมิตรใกล้ชิดของตรุกี เช่น อาเซอร์ไบจาน กาตาร์ หรือ ลิเบีย

โอนูร์ อิสซี ผู้เชี่ยวชาญด้านกิจการรัสเซีย แห่งมหาวิทยาลัยคาดีร์ฮาส ในนครอิสตันบูล กล่าวว่า "การซื้อขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานจากรัสเซียเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และคณะรัฐมนตรีบางคนของประธานาธิบดีเออโดวานเองก็ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ การซื้อเอส-400 ของตุรกีมีต้นทุนที่มากมายจริง ๆ"

นักวิเคราะห์หลายคนชี้ว่า ระบบขีปนาวุธเอส-400 ถือเป็นสัญลัษณ์ที่ทรงพลังของความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างรัสเซียกับตุรกี และสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่เสื่อมถอยลงกับกรุงวอชิงตัน

การลงนามซื้ออาวุธดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่เต็มไปด้วยความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างตุรกีกับสหรัฐฯ หลังจากที่รัฐบาลกรุงอังการากล่าวหาว่า อเมริกาอยู่เบื้องหลังความพยายามก่อรัฐประหารในตุรกีเมื่อปี 2016 แต่ทางสหรัฐฯ ยืนกรานปฏิเสธ

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ของสองประเทศเริ่มกลับมาดีขึ้นอีกครั้งเมื่อตุรกียินยอมรับรองให้สวีเดนเข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต้ และสหรัฐฯ ตอบแทนด้วยการยินยอมขายเครื่องบินรบไอพ่น เอฟ-16 ให้แก่ตุรกี

แต่ เอฟ-16 ที่ตุรกีจะซื้อนั้นกลับดูด้อยกว่าเครื่องบินรบล่องหน เอฟ-35 ซึ่งกรีซ ประเทศเพื่อนบ้านและคู่แข่งของตุรกี กำลังจะซื้อจากสหรัฐฯ เช่นกัน

เครื่องบินรบไอพ่น เอฟ-35 ของอิสราเอล
เครื่องบินรบไอพ่น เอฟ-35 ของอิสราเอล

โซลี โอเซิล ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แห่งมหาวิทยาลัยคาดีร์ฮาส ในตุรกี กล่าวว่า "เมื่อดูท่าทีของผู้นิยมนโยบายทางการทหาร หรือบรรดาสายเหยี่ยวในตุรกี พบว่าทุกคนต่างหวาดกลัวว่าสมดุลของกองทัพอากาศในแถบทะเลเอเจียนจะเอนเอียงไปทางกรีซมากกว่า"

ถึงกระนั้น นักวิเคราะห์ต่างเชื่อว่า การที่ตุรกีจะตัดสินใจรับข้อเสนอซื้อเอฟ-35 จากสหรัฐฯ แลกกับการส่งระบบเอส-400 ให้แก่ประเทศอื่นหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ต่อจากนี้

ระบบยิงขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน เอส-400 (S-400) ของกองทัพรัสเซีย (ภาพจากเอพี)
ระบบยิงขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน เอส-400 (S-400) ของกองทัพรัสเซีย (ภาพจากเอพี)

ฮูเซยิน แบกซี หัวหน้าสถาบันวิจัย Foreign Policy ในกรุงอังการา กล่าวว่า "ตุรกีสามารถทิ้งระบบเอส-400 ได้ไม่ยาก เพราะเป็นการตัดสินใจทางการเมือง ไม่ใช่ความจำเป็นทางการทหาร ซึ่งที่ผ่านมา เอส-400 มีความสำคัญในฐานะตัวช่วยที่เพิ่มอำนาจการต่อรองของตุรกีกับองค์การนาโต้และสหรัฐฯ"

นักวิเคราะห์ยังเชื่อด้วยว่า การที่ตุรกีซื้อระบบเอส-400 จากรัสเซียนั้นเคยถูกมองว่าเป็นชัยชนะทางการทูตของรัฐบาลกรุงมอสโก และทำให้ตุรกีแตกแยกกับชาติสมาชิกองค์การนาโต้สำเร็จ แต่หากตุรกีตัดสินใจทอดทิ้งระบบขีปนาวุธนี้จริง ๆ ก็จะถือเป็นชัยชนะสำคัญของกรุงวอชิงตันเช่นกัน

  • ที่มา: วีโอเอ

กระดานความเห็น

XS
SM
MD
LG