ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

ผู้สื่อข่าววีโอเอทยอยบินกลับประเทศ หลัง USAGM ไม่ต่อวีซ่าให้  


FILE - People embrace in front of a flight departures board at Dulles International Airport in Dulles, Va., March 17, 2020. At least 15 VOA journalists are to return to their country of origin in coming weeks, after USAGM did not renew their J-1 visas.

วัลดยา บาราปุตริ เป็นหนึ่งในสองผู้สื่อข่าวของสำนักข่าววอยซ์ ออฟ อเมริกา (วีโอเอ) ภาคภาษาอินโดนีเซีย ที่ต้องเดินทางกลับอินโดนีเซียในวันจันทร์ หลังจากที่ สำนักงานสื่อระหว่างประเทศ หรือ U.S. Agency for Global Media (USAGM) ซึ่งเป็นหน่วยงานแม่ของวีโอเอ ไม่ต่อวีซ่า J-1 ให้ผู้สื่อข่าวต่างชาติ หลังประกาศทบทวนการต่อวีซ่า “เป็นรายบุคคล” เมื่อเดือนที่แล้ว

บาราปุตริ เป็นหนึ่งในผู้สื่อข่าวอย่างน้อย 15 คนที่ต้องเดินทางกลับไปประเทศในช่วงไม่กี่สัปดาห์ถัดจากนี้ และมีผู้สื่อข่าวอีก 20 คนที่วีซ่าจะหมดก่อนสิ้นปีนี้ โดยบางคนมาจากประเทศที่มีบรรยากาศคุกคาม ทั้งนี้ วีโอเอนำเสนอข่าวใน 47 ภาษา และผู้สื่อข่าวต่างชาติได้ใช้ความรู้เฉพาะของภูมิภาค แหล่งข่าว และความสามารถทางภาษาในการนำเสนอข่าวให้ทางวีโอเอ

ผู้สื่อข่าวเหล่านี้ยากที่จะมีทางเลือกอื่นนอกจากขึ้นเครื่องบินกลับบ้านในขณะที่ยังมีการระบาดของไวรัสโควิด--19 โดยบาราปุตริต้องจ่ายค่าโรงแรมสำหรับสองสัปดาห์ในช่วงกักตัวหลังลงเครื่อง ก่อนที่จะกลับบ้านของเธอในกรุงจาการ์ตาได้

The Voice of America building, Monday, June 15, 2020, in Washington.
The Voice of America building, Monday, June 15, 2020, in Washington.

ทบทวนการต่อวีซ่า’ นโยบายของซีอีโอใหม่ USAGM

โฆษกของ USAGM ระบุในแถลงการณ์เมื่อเดือนกรกฎาคมว่า ทาง USAGM ทบทวนการต่อวีซ่าผู้สื่อข่าว เพื่อพัฒนาการจัดการองค์กร ปกป้องความมั่นคงของสหรัฐฯ และเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ามีการจ้างงานตามวัตถุประสงค์

อย่างไรก็ตาม ทางด้านผู้สื่อข่าวที่ถือวีซ่า J-1 ของวีโอเอ กลับระบุว่า ทางองค์กรไม่สื่อสารเรื่องสถานะวีซ่าของพวกเขาอย่างชัดเจน นอกจากนี้ สมาชิกสภาคองเกรส ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิสื่อ และอดีตเจ้าหน้าที่อาวุโสของ USAGM ยังเห็นว่า การทบทวนวีซ่าเป็นหนึ่งในเรื่องน่ากังวลหลังไมเคิล แพ็ค รับตำแหน่งซีอีโอของ USAGM ตั้งแต่เดือนมิถุนายน

อีเลียท เองเกิล ประธานคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ ว่า USAGM ไม่สามารถตอบคำถามของสภาฯต่อขั้นตอนการต่อวีซ่าได้ เขาเห็นว่าทางองค์กรพยายามยื้อเวลาเพื่อบังคับให้ผู้สื่อข่าวจำเป็นต้องเดินทางกลับประเทศ ในที่สุด

เองเกิล ซึ่งเป็นส.ส. สหรัฐฯ พรรคเดโมแครตจากรัฐนิวยอร์ก ยังเตือนด้วยว่า ผู้สื่อข่าวต่างชาติของวีโอเอตกอยู่ในความเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่มาจากประเทศที่มักคุกคามสื่อ และไมเคิล แพ็คต้องเป็นผู้รับผิดชอบหากเกิดอันตรายกับผู้สื่อข่าวเหล่านี้ ทั้งนี้ แพ็คมีกำหนดให้การต่อกรณีดังกล่าวกับทางคณะกรรมาธิการในวันที่ 24 กันยายน

Eliot Engel
Eliot Engel

บาราปุตริระบุว่า เธอรู้สึกเหมือนถูกลงโทษโดยไม่มีเหตุผล โดยแผนกทรัพยากรบุคคลของ USAGM ไม่ตอบคำถามของเธอ เธอยังรู้สึกสับสนกับเหตุผลที่ต้องทบทวนการต่อวีซ่า เนื่องจากเธอได้รับการตรวจประวัติตั้งแต่ขั้นตอนการจ้างงานแล้ว

ผู้สื่อข่าวอีกคนที่วีซ่าหมดอายุแล้วและขอสงวนชื่อ ยังวิจารณ์การไม่สื่อสารของทางองค์กรและแผนกทรัพยากรบุคคลเช่นกัน โดยเขาระบุว่า การทบทวนการต่อวีซ่าของวีโอเอ “โหดร้ายเป็นพิเศษ” กับผู้สื่อข่าวต่างชาติที่อยู่ในสหรัฐฯ มาตั้งแต่แรกแล้วเป็นพิเศษ โดยผู้สื่อข่าวเหล่านี้ยกเลิกวีซ่าของตัวเองในขณะนั้นเพื่อทำวีซ่า J-1 กับทางองค์กร เขายังตั้งข้อสงสัยด้วยว่า ทางองค์กรได้ทบทวนการต่อวีซ่าผู้สื่อข่าวจริงหรือไม่

กลุ่มเสรีภาพสื่อร่วมเรียกร้องต่อ USAGM

กลุ่มเสรีภาพสื่อในสหรัฐฯ เช่น Reporters Committee for Freedom of the Press (RCFP) และ PEN America วิจารณ์นโยบายทบทวนวีซ่า J-1 ของ USAGM ด้วยเช่นกัน โดย เกบ ร็อทท์แมน ผู้อำนวยการด้านเทคโนโลยีและเสรีภาพสื่อของ RCFP ระบุว่า นโยบายของ USAGM ทำให้ผู้สื่อข่าวต้องกลับประเทศในช่วงเวลาที่โลกต้องการข่าวสารที่ถูกต้องเชื่อถือได้

บรรดาสมาชิกวุฒิสภา เช่น มาร์โค รูบิโอ และลินด์เซย์ เเกรห์ม จากพรรครีพับลิกัน และริชาร์ด เดอร์บิน จากพรรคเดโมแครต ต่างเน้นย้ำถึงบทบาทของวีโอเอและสื่ออื่นๆ ในสังกัด USAGM ในการต่อสู้กับการบิดเบือนข้อมูลและการนำเสนอข่าวสารที่เชื่อถือได้แก่ผู้ชมในประเทศอำนาจนิยม เช่น อิหร่าน รัสเซีย และจีน โดยเหล่าสมาชิกวุฒิสภาระบุในจดหมายถึงซีอีโอใหม่เมื่อเดือนที่แล้ว หลังจากเขาไล่ผู้บริหารหน่วยงานในเครือ USAGM ออก ว่า ประเทศเหล่านี้จำกัดเสรีภาพสื่อในประเทศเพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าถึงข่าวสารที่เป็นอิสระได้

แซนฟอร์ด อังการ์ อดีตผู้อำนวยการของวีโอเอในยุคอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน และจอร์จ ดับเบิลยู บุช ระบุว่า นโยบายทบทวนวีซ่าเป็นเรื่องผิดพลาดที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของวีโอเอโดยตรง ทำให้องค์กรอ่อนแอลง ตกเป็นเป้าทางการเมืองได้ง่ายขึ้น รวมทั้งถูกโจมตีจากรัฐบาลต่างประเทศได้มากขึ้น

อังการ์ยังระบุด้วยว่า นโยบายครั้งนี้นอกจากจะขัดขวางการทำงานของวีโอเอแล้ว ยังเป็นการโจมตีเสรีภาพทางข้อมูลข่าวสารในหลายประเทศที่ต้องการได้รับข่าวจากวีโอเอด้วย

XS
SM
MD
LG