ลิ้งค์เชื่อมต่อ

สหรัฐฯ ไม่ถอนความเห็นที่ว่า ‘สี จิ้นผิง’ คือ ผู้นำเผด็จการ


Chinese President Xi Jinping looks on as he meets with US Secretary of State Antony Blinken in the Great Hall of the People in Beijing, June 19, 2023.
Chinese President Xi Jinping looks on as he meets with US Secretary of State Antony Blinken in the Great Hall of the People in Beijing, June 19, 2023.

ทำเนียบขาวยังคงยืนยันความเห็นของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่กล่าวว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนนั้นเป็นผู้นำเผด็จการ

เจ้าหน้าที่อาวุโสรายหนึ่งของรัฐบาลปธน.ไบเดน ระบุในแถลงการณ์ที่ส่งมายัง วีโอเอ ในวันพุธ ว่า “มันไม่ควรเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ท่านประธานาธิบดีพูดตรงไปตรงมาเกี่ยวกับจีนและความแตกต่างจากเรา – เราไม่ได้พูดเช่นนั้นเพียงลำพังแน่ ๆ”

ระหว่างร่วมงานเลี้ยงระดมทุนในรัฐแคลิฟอร์เนียสำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 เมื่อค่ำวันอังคาร ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า ปธน.สี จิ้นผิง ไม่ทราบเรื่องบอลลูนสอดแนมที่ลอยเข้ามาในน่านฟ้าสหรัฐฯ และรู้สึกอับอายเมื่อบอลลูนดังกล่าวถูกยิงตก เมื่อช่วงต้นปีนี้

ปธน.ไบเดน กล่าวว่า “นั่นคือความอับอายครั้งใหญ่สำหรับผู้นำเผด็จการ” และว่า “เมื่อตอนมันถูกยิงตก เขารู้สึกอับอายมาก เขาปฏิเสธว่า [มีบอลลูน] อยู่ตรงนั้น”

หลังมีรายงานคำพูดของผู้นำสหรัฐฯ ออกมา กระทรวงการต่างประเทศจีนก็ออกมาโต้กลับทันที โดยระบุว่า คำพูดของไบเดนนั้น “ละเมิดศักดิ์ศรีทางการเมืองของจีนอย่างรุนแรงและถือเป็นการยั่วยุงทางการเมืองในที่สาธารณะด้วย”

เหมา หนิง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน กล่าวระหว่างการแถลงข่าวในวันพุธว่า “คำพูดที่ว่ามาจากฝั่งสหรัฐฯ นั้นเป็นเรื่องไร้สาระและไร้ความรับผิดชอบอย่างยิ่ง ทั้งยังเป็นการละเมิดความเป็นจริงพื้นฐาน หลักปฏิบัติทางการทูต และศักดิ์ศรีทางการเมืองของจีน ... จีนนั้นไม่พอใจอย่างสูง[ต่อเรื่องนี้] และขอคัดค้านประเด็นนี้อย่างที่สุด”

ทั้งนี้ สื่อไม่ได้รับอนุญาตให้บันทึกภาพหรือเสียงจากงานระดมทุนดังที่จัดขึ้นในรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่ทำเนียบขาวเองเป็นฝ่ายที่แจกจ่ายบันทึกคำพูดของไบเดนให้สื่อ

ความเห็นดังกล่าวของไบเดนกลายมาเป็นสิ่งที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะมีออกมาเพียงวันเดียวหลังจากรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แอนโทนี บลิงเคน เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อรักษาสัมพันธ์กับจีนที่อยู่ในระดับตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่สองชาติได้ก่อร่างสร้างสัมพันธ์กันมาอย่างเป็นทางการ

แม้การเยือนจีนของรมต.ต่างประเทศสหรัฐฯ จะไม่ได้จบลงด้วยความความสำเร็จครั้งใหญ่ใด ๆ บลิงเคนและสี จิ้นผิง ต่างตกลงที่จะเดินหน้ารักษาระดับการแข่งขันของสองประเทศให้มีเสถียรภาพเพื่อที่จะไม่ได้มีการยกระดับกลายมาเป็นความขัดแย้งใด ๆ

ทำเนียบขาวปฏิเสธรายงานที่ว่า ความเห็นของไบเดนนั้นเป็นสิ่งที่ออกมาขวางความพยายามของบลิงเคนที่จะใช้หนทางการทูตเสริมสร้างความสัมพันธ์กับจีน และ เวแดนท์ พาเทล โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวในวันพุธว่า “เราจะเดินหน้าจัดการความสัมพันธ์นี้ [และ] คงไว้ซึ่งช่องทางการสื่อสารกับจีนอย่างมีความรับผิดชอบ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่พูดเปิดเผยและตรงไปตรงมาเกี่ยวกับประเด็นความแตกต่างระหว่างสองประเทศ”

แรงกดดันภายในประเทศ

ไบเดนนั้นกำลังเผชิญแรงกดดันจากสมาชิกพรรครีพับลิกันในสภาคองเกรสที่พยายามนำเสนอภาพของรัฐบาลชุดปัจจุบันว่า ยอมอ่อนข้อให้จีนและชี้ว่า ความพยายามแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์กับจีนนั้นเป็นเหมือนการเอาใจจีนมากกว่า

ส.ส. ไมค์ แมคคอล ประธานคณะกรรมาธิการกิจการระหว่างประเทศสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า “รัฐบาลไบเดนระงับใจไม่ใช้วิธีการด้านความมั่นคงแห่งชาติเพียงเพื่อหาทางพูดคุยกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน”

และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว วุฒิสมาชิกสังกัดพรรครีพับลิกันจำนวนหนึ่งส่งจดหมายเรียกร้องให้ไบเดนออกมารับผิดชอบต่อการประเมินสถานการณ์เกี่ยวกับบอลลูนสายลับของจีนของรัฐบาล พร้อมแสดงความหงุดหงิดเกี่ยวกับการที่รัฐบาล “ล้มเหลวในการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามอันอุกอาจของจีนต่อความมั่นคงและอธิปไตยของอเมริกา”

ไมเคิล สเวน นักวิจัยอาวุโสจาก Quincy Institute for Responsible Statecraft บอกกับ วีโอเอ ว่า “พวกรีพับลิกันจะไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ง่าย ๆ เพราะมันทำให้พวกเขามีประเด็นเพิ่มมาอัด[รัฐบาลไบเดน]”

ความตึงเครียดที่ยกระดับเพิ่ม

ประเด็นวาทศิลป์ของสหรัฐฯ และจีนครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความท้าทายต่อความพยายามลดความตึงเครียดและการกลับมาเปิดช่องทางสื่อสารระหว่างสองประเทศคู่แข่งนี้

แซ็ค คูเปอร์ นักวิชาการอาวุโสจาก American Enterprise Institute กล่าวว่า “ถ้าการกลับมาทำงานร่วมกัน[ระหว่างสหรัฐฯ และจีน] จะตามมาด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ตรง ๆ ใส่กันจากเจ้าหน้าที่อาวุโสของทั้งสองฝ่าย ผมคิดว่า ทางจีนน่าจะถามว่า แล้วจะกลับมาทำงานร่วมกันทำไมตั้งแต่แรก” และว่า “ผมคิดว่า กรุงปักกิ่งและกรุงวอชิงตันน่าจะมีปัญหาความยากลำบากในการสื่อสารระหว่างกันในช่วง 2-3 วันและ 2-3 จากนี้แล้ว”

ขณะเดียวกัน มอสโกก็ออกมาประณามความเห็นของไบเดนในครั้งนี้ด้วย

ทำเนียบเครมลินกล่าวในวันพุธว่า ความเห็นนี้สะท้อนให้เห็นถึง นโยบายต่างประเทศ “อันคาดเดาไม่ได้” ของรัฐบาลสหรัฐฯ โดย ดมิทรี เพสคอฟ โฆษกเครมลินกล่าวว่า “นี่เป็นการแสดงออกถึงความย้อนแย้งของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า มีองค์ประกอบสำคัญเกี่ยวกับการคาดเดาไม่ได้อยู่”

  • ที่มา: วีโอเอ

XS
SM
MD
LG