ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

ผู้นำกองทัพสหรัฐฯ กังวลการใช้ทหารเพื่อจุดประสงค์ทางการเมือง


Utah National Guard soldiers stand on a police line as demonstrators gather to protest the death of George Floyd, Thursday, June 4, 2020, near the White House in Washington. Floyd died after being restrained by Minneapolis police officers. (AP Photo…

บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพสหรัฐฯ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน แสดงความกังวลต่อการใช้กำลังทหารเพื่อจุดประสงค์ทางการเมือง พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นของการปฏิบัติต่อประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมและเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ท่ามกลางการประท้วงที่กำลังลุกลามในหลายเมืองทั่วสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กระทำการดูถูกเหยียดหยามสิทธิของประชาชนในการชุมนุมประท้วงอย่างสันติ อีกทั้งยังช่วยเหลือผู้นำประเทศอื่นที่ต้องการเห็นความขัดแย้งภายในสหรัฐฯ และฉุดให้กองทัพเข้าสู่ความแปดเปื้อนทางการเมืองมากยิ่งขึ้น
พลเรือเอก ไมค์ มัลเลน


พลเอกโจเซฟ เลงเยล ผู้บัญชาการกองกำลังสำรองประจำรัฐ หรือ เนชันแนลการ์ด กล่าวว่า "ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ทหาร เป็นคนอเมริกัน และเป็นมนุษย์คนหนึ่ง เราจำเป็นต้องปฏิบัติตามสิ่งที่ได้ปฏิญาณไว้ในพิธีสาบานตน เราจะต้องไม่อดทนต่อการเหยียดผิว การเลือกปฏิบัติ หรือความรุนแรงต่าง ๆ"

เวลานี้ กองกำลังเนชันแนลการ์ดถูกเรียกไปประจำการใน 31 รัฐทั่วสหรัฐฯ เพื่อช่วยรับมือกับการประท้วงซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อกว่าหนึ่งสัปดาห์ก่อน สืบเนื่องจากการเสียชีวิตของ จอร์จ ฟลอยด์ ระหว่างที่ถูกตำรวจจับกุมที่นครมินนีแอโปลิส

USA, Minneapolis, A National Guard member guards the area in the aftermath of a protest.
USA, Minneapolis, A National Guard member guards the area in the aftermath of a protest.

ด้านอดีตประธานผู้บัญชาการเหล่าทัพร่วมของสหรัฐฯ พลเรือเอก ไมค์ มัลเลน ระบุในวารสารข่าว The Atlantic ว่า "ตนมีความเชื่อมั่นในความเป็นมืออาชีพของเหล่าคนในเครื่องแบบที่จะปฏิบัติงานด้วยความชำนาญที่มีอย่างเต็มที่ และจะปฏิบัติตามคำสั่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย"

"แต่ตนไม่ค่อยเชื่อมั่นในความถูกต้องของคำสั่งที่พวกเขาจะได้รับจากประธานาธิบดีคนนี้ และยังไม่เชื่อว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตามท้องถนนในเมืองต่าง ๆ ขณะนี้จะร้ายแรงถึงขนาดที่ต้องใช้กำลังทหารของกองทัพเข้าควบคุมจัดการ" พลเรือเอกมัลเลนกล่าว

อเมริกาได้ประจักษ์กับผลของการขาดผู้นำที่มีวุฒิภาวะตลอดช่วงสามปีที่ผ่านมาแล้ว
พลเอก เจมส์ แมททิส


คำพูดของอดีตประธานผู้บัญชาการเหล่าทัพร่วมของสหรัฐฯ ที่ปรากฎใน The Atlantic ระบุด้วยว่า ตนรู้สึกกระอักกระอ่วนที่เห็นสมาชิกกองกำลังเนชันแนลการ์ดต้องใช้กำลังและความรุนแรงเพื่อเปิดทางให้ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เดินจากทำเนียบขาวไปยังโบสถ์ใกล้เคียงเมื่อวันอังคาร

"ไม่ว่าจุดประสงค์ของการเดินไปโบสถ์แห่งนั้นคืออะไร ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กระทำการดูถูกเหยียดหยามสิทธิของประชาชนในการชุมนุมประท้วงอย่างสันติ อีกทั้งยังช่วยเหลือผู้นำประเทศอื่นที่ต้องการเห็นความขัดแย้งภายในสหรัฐฯ และฉุดให้กองทัพเข้าสู่ความแปดเปื้อนทางการเมืองมากยิ่งขึ้น"

President Donald Trump holds a Bible as he visits outside St. John's Church across Lafayette Park from the White House Monday, June 1, 2020, in Washington. Park of the church was set on fire during protests on Sunday night. (AP Photo/Patrick…
President Donald Trump holds a Bible as he visits outside St. John's Church across Lafayette Park from the White House Monday, June 1, 2020, in Washington. Park of the church was set on fire during protests on Sunday night. (AP Photo/Patrick…

ด้านอดีตรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ พลเอก เจมส์ แมททิส เขียนไว้ในวารสารข่าว The Atlantic เช่นกันว่า "ตนไม่เคยคิดเลยว่าทหารที่ปฏิญานตนว่าจะปกป้องรัฐธรรมนูญ จะถูกสั่งให้กระทำการที่ละเมิดสิทธิของประชาชนตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น เพื่อเปิดทางให้มีการถ่ายรูปอย่างแปลกประหลาดของประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้ง โดยมีผู้นำของกองทัพยืนเคียงข้าง"

พลเอกแมททิส กล่าวว่า ตนโกรธและตกใจอย่างยิ่งตอนที่เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านทางโทรทัศน์ ซึ่งตนเชื่อว่าเป็นการสร้างความขัดแย้งมากขึ้นระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ กับประชาชนในสังคมที่พวกเขาสมควรปกป้อง และยังเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนั้น

USA, Washington, U.S. Defense Secretary James Mattis listens as U.S. President Donald Trump speaks to the news media
USA, Washington, U.S. Defense Secretary James Mattis listens as U.S. President Donald Trump speaks to the news media


อดีตรัฐมนตรีกลาโหมผู้นี้ยังได้ขอให้ประชาชนสร้างเอกภาพเพื่อผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้ พร้อมกับได้วิจารณ์ประธานาธิบดีทรัมป์ว่า "อเมริกาได้ประจักษ์กับผลของการขาดผู้นำที่มีวุฒิภาวะตลอดช่วงสามปีที่ผ่านมาแล้ว"

และว่า "โดนัลด์ ทรัมป์ คือประธานาธิบดีคนแรกในช่วงชีวิตของตน ที่ไม่เคยและไม่พยายามทำให้คนอเมริกันเป็นปึกแผ่น แต่กลับพยายามแบ่งแยกประเทศนี้"

พลเอกแมททิส ลาออกจากรัฐมนตรีกลาโหมเมื่อปี ค.ศ.2018 สืบเนื่องจากความเห็นที่ขัดแย้งกับประธานาธิบดีทรัมป์เรื่องการถอนทหารออกจากซีเรียและนโยบายต่างประเทศอื่น ๆ

XS
SM
MD
LG