ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

'ทรัมป์' ประจัญหน้า 'รัฐสภา' เรื่องอำนาจประกาศสงคราม


please wait
Embed

No media source currently available

0:00 0:05:34 0:00

ตามบทที่หนึ่งของรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ รัฐสภาหรือฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจในการประกาศสงคราม ขณะที่รัฐธรรมนูญบทที่สองกำหนดให้ประธานาธิบดีเป็นผู้รับผิดชอบในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกองทัพ

โดยผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญมีเจตนาให้มีการแยกและถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการนำประเทศเข้าสู่สงครามโดยปราศจากการไตร่ตรอง หรือด้วยการตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียว

อย่างไรก็ตาม ในประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกันนั้น ฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารมักจะขัดแย้งกันเสมอในการตีความเรื่องอำนาจการประกาศและทำสงครามตามรัฐธรรมนูญ

โดยครั้งสุดท้ายที่รัฐสภาสหรัฐฯ ลงมติอย่างเป็นทางการประกาศเรื่องการทำสงครามคือราว 80 ปีที่แล้ว เมื่อสหรัฐฯ เข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่สอง แต่สำหรับความขัดแย้งในระดับภูมิภาคอื่น ๆ ที่สหรัฐฯ มีส่วนร่วมอยู่ เช่น ในเกาหลีและเวียดนามนั้น แม้จะมีรูปแบบเป็นสงครามตามที่คนทั่วไปเข้าใจกัน แต่สหรัฐฯ ก็ไม่ได้มีการประกาศเข้าสงครามอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด

ในปี ค.ศ. 1973 หรือเมื่อ 47 ปีที่แล้ว สภาคองเกรสได้ออกกฏหมายชื่อ War Powers Act หรือรัฐบัญญัติอำนาจในการทำสงคราม เพื่อกำหนดบทบาทหน้าที่ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในส่วนที่เกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหารในต่างประเทศ กฎหมายฉบับนี้เป็นผลจากการที่ประธานาธิบดีนิกสันในขณะนั้น สั่งให้กองทัพสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดโจมตีเป้าหมายในกัมพูชาในช่วง "สงครามเวียดนาม” อย่างลับ ๆ

โดยกฎหมายดังกล่าวกำหนดว่าประธานาธิบดีจะต้องรายงานต่อรัฐสภาภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากที่ส่งกำลังทหารสหรัฐฯ ไปปฏิบัติงานในต่างประเทศ และจะต้องให้คำอธิบายอย่างละเอียดเกี่ยวกับการตัดสินใจดังกล่าวด้วย

กฎหมาย War Powers Act เมื่อปี 1973 นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้แน่ใจว่า จะมีการตัดสินใจร่วมกันโดยสภาคองเกรสกับประธานาธิบดีเรื่องการส่งทหารอเมริกันไปรบในต่างประเทศ รวมทั้งกำหนดว่าผู้นำฝ่ายบริหารจะต้องยุติบทบาททางทหารในต่างแดนดังกล่าวหลังจาก 60 วัน หากรัฐสภาไม่มีมติประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ

ถึงกระนั้นก็ตาม ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทั้งที่มาจากพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันมักท้าทายและตีความกฎหมายเรื่องนี้ต่างไปจากการตีความของรัฐสภา และหลังจากนั้นในปี 2001 มีการโจมตีของผู้ก่อการร้ายในสหรัฐฯ ซึ่งประธานาธิบดีบุชระบุว่าเป็นการกระทำในทางมุ่งร้ายที่ยั่วยุให้เกิดสงคราม รัฐสภาสหรัฐฯ จึงได้ผ่านกฎหมายอีกฉบับหนึ่งที่มีชื่อว่า Authorization for Use of Military Force หรือกฎหมาย AUMF เพื่ออนุมัติให้ใช้กำลังทหารต่อสู้กับภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้ายระหว่างประเทศได้ ทั้งที่เป็นบุคคลหรือเป็นองค์กร

อย่างไรก็ตาม กฎหมายฉบับนี้ก็ยิ่งทำให้เกิดการโต้เถียงเรื่องการใช้อำนาจของประธานาธิบดี เพราะทั้งประธานาธิบดีบุช ประธานาธิบดีโอบามา และประธานาธิบดีทรัมป์ ต่างได้ตีความเรื่องภัยคุกคามจากผู้ก่อการร้ายในวงกว้างเพื่อใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนเรื่องการใช้กำลังทหารสหรัฐฯ ในต่างประเทศ

สำหรับการสังหารนายพลกาส์เซ็ม สุไลมานี ผู้นำของกองทัพอิหร่านครั้งนี้ แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะไม่ได้อ้างอำนาจตามกฏหมาย AUMF เรื่องการดำเนินการกับผู้ก่อการร้าย ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เคยประกาศให้นายพลสุไลมานีเป็นผู้ก่อการร้ายก็ตาม

แต่นักวิเคราะห์ด้านตะวันออกกลา งอย่างเช่น คุณ Kirsten Fontenrose ได้ชี้ว่า ดูเหมือนประธานาธิบดีทรัมป์จะใช้อำนาจตามกฏหมาย War Powers Act ฉบับเดิม โดยเมื่อวันเสาร์ หนึ่งวันหลังการสังหารนายพลสุไลมานีแล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ ได้แจ้งเรื่องนี้ต่อสภาโดยอ้างเหตุผลจากข่าวกรองเกี่ยวกับการวางแผนโจมตีโดยอิหร่านที่กำลังจะเกิดขึ้น

และในวันอาทิตย์ ทวีตของประธานาธิบดีทรัมป์ก็ดูเหมือนจะอ้างแบบอ้อม ๆ เกี่ยวกับกฎหมาย War Powers Act ที่กำหนดให้ผู้นำฝ่ายบริหารต้องรายงานต่อสภาภายใน 48 ชั่วโมง โดยประธานาธิบดีทรัมป์ใช้ถ้อยคำว่าการทวีตข้อความทางสื่อนี้จะเป็นการแจ้งต่อรัฐสภาว่า หากอิหร่านโจมตีเป้าหมายใดของสหรัฐฯ รัฐบาลสหรัฐฯ ก็จะโจมตีตอบโต้อย่างเต็มที่และโดยเร็วโดยอาจจะเป็นในสัดส่วนที่มากกว่าด้วย และถึงแม้การแจ้งตามกฏหมายจะไม่จำเป็น แต่ตนก็ได้แจ้งดังกล่าวทางสื่อนี้อยู่ดี

แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายไม่เชื่อว่า การประกาศข้อความทางทวีตจะเข้าตามข้อกำหนดเรื่องการแจ้งต่อสภาของกฎหมาย War Powers Act และ ส.ส.แนนซี พิโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้เตือนว่าสภานิติบัญญัติของสหรัฐฯ มีหน้าที่รับผิดชอบในการกำกับควบคุมการทำงานของฝ่ายบริหาร และหากไม่มีการลงมติรับรองใด ๆ จากสภาแล้ว ท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ของกองทัพสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน จะต้องยุติลงภายใน 30 วัน

XS
SM
MD
LG