ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

“ฮุน เซน” สยบข่าวดันลูกชายนั่งเก้าอี้ผู้นำกัมพูชาต่อ


FILE - Cambodian Prime Minister Hun Sen (L) salutes, along with his son, Lt. Gen. Hun Manet (background) during an inspection of troops at a ceremony in Phnom Penh, Cambodia, Jan. 24, 2019. (Handout via AFP)

นายกรัฐมนตรีฮุน เซน สยบข่าวการปูทางสนับสนุน บุตรชายคนโตให้รับเก้าอี้ผู้นำกัมพูชาต่อจากตน หลังจากที่นายกฯ ฮุน เซน ประกาศว่า จะเป็นรัฐบาลปกครองกัมพูชาต่อไปอีก 100 ปีข้างหน้า ขณะที่นักวิเคราะห์ประเมินว่ายังมีอุปสรรคในการผลักดันการสืบทอดอำนาจอยู่มาก

please wait
Embed

No media source currently available

0:00 0:03:51 0:00

การประกาศเจตนารมย์อันแรงกล้าของนายกรัฐมนตรีฮุน เซน แห่งกัมพูชา ว่าจะปกครองประเทศในฐานะพรรครัฐบาลต่อไปอีก 100 ปีข้างหน้า ได้ตั้งคำถามถึงผู้ที่จะเข้ามารับช่วงต่ออำนาจนี้ และหนึ่งในตัวเลือกที่ถูกจับตาอย่างมาก คือ พลโทฮุน มาเน็ต บุตรชายของนายกฯ ฮุน เซน

ล่าสุด ฮุน เซน ในฐานะผู้นำกัมพูชาที่ครองอำนาจมายาวนานที่สุด ออกมาสยบข่าวที่ว่าจะผลักดันให้พลโท ฮุน มาเน็ต สืบทอดอำนาจต่อจากเขา พร้อมบอกว่าตอนนี้มีตัวเลือกที่น่าสนใจอีกหลายต่อหลายคนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำคนต่อไปได้

โดยฮุน เซน ย้ำว่า ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการยอมรับจากภายในพรรค และเสียงของประชาชน และสิ่งที่ทำได้คือจะสนับสนุนให้พลโท ฮุน มาเน็ต ปลดล็อคศักยภาพสูงสุดของตัวเองเท่านั้น

พลโทฮุน มาเน็ต ในวัย 42 ปี จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยเวสต์พอยต์ ของสหรัฐฯ เมื่อเกือบ 20 ปีก่อน ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก และดำรงตำแหน่งระดับสูงในกองทัพกัมพูชาอีกหลายตำแหน่ง ส่วนในสายการเมืองพลโท ฮุน มาเน็ต เพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานกลุ่มยุวชนของพรรค CPP และอยู่ในคณะผู้แทนประสานงานกับจีนด้วย

ในมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง เห็นว่าการก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งสำคัญเช่นนี้ ยังต้องผ่านอีกหลายด่าน เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นในการปกครองกัมพูชาแบบพรรคเดียวต่อไป

กาวิน กรีนวู้ด นักวิเคราะห์จาก A2 Global Risk ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง เปิดเผยกับวีโอเอว่า ความเป็นไปได้ที่พลโท ฮุน มาเน็ต จะสืบต่ออำนาจจากนายฮุน เซน เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จากปัจจัยด้านสุขภาพของนายฮุน เซน และประเด็นความภักดีของกองทัพ เพราะในบริบทการเมืองตอนนี้ ภัยคุกคามอย่างเดียวที่ต้องระวัง คือ บุคคลที่รายล้อมรอบตัวฮุน เซน เสียมากกว่า และกรีนวู้ด ได้ตั้งคำถามต่อไปว่า การหยิบยกประเด็นการสืบทอดอำนาจขึ้นมาตอนนี้ อาจเป็นคำเตือนให้กับกองทัพกัมพูชาให้จงรักภักดีต่อรัฐบาลปัจจุบันและบุตรชายของเขาอีกทางหนึ่งหรือไม่

ด้านคาร์ล เทเยอร์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัย University of New South Wales กล่าวว่า การกรุยทางการเมืองให้บุตรชายด้วยการแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญต่างๆให้ แต่กลับไม่พูดถึงวิสัยทัศน์เหล่านั้นต่อสาธารณชน นั่นเท่ากับว่าฮุนเซน กำลังกำจัดเสี้ยนหนามทางการเมือง เพื่อผลักดันให้ลูกชายสืบทอดอำนาจต่ออย่างชัดเจน เพราะตั้งแต่นาทีแรกที่ฮุนเซน กล่าวว่า นี่คือคนที่เขาแต่งตั้ง จะสร้างแรงกดดันและต่อต้านจากฝ่ายไม่สนับสนุนที่จะหาทางปิดกั้นเส้นทางการเมืองของบุตรชายได้ ดังนั้น การเลือกที่จะปล่อยให้ทุกฝ่ายเดาทางกันไปน่าจะดีกว่าในมุมมองของฮุนเซน

ในศึกเลือกตั้งเมื่อปี 2018 ฮุน เซน นำพรรค CPP ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย กวาด 125 ที่นั่งในสภาล่างกัมพูชา ท่ามกลางความกังขาของนักเคลื่อนไหวถึงความโปร่งใสในการเลือกตั้ง

โดยก่อนการเลือกตั้งเมื่อ 2 ปีก่อน ฮุน เซน กล่าวว่าตนจะปกครองกัมพูชาต่อไปอีก 10 ปี จนถึงอายุ 75 ปี และมีแนวทางเอนเอียงมาทางจีนมากกว่าฝั่งตะวันตก ซึ่งนักวิเคราะห์การเมืองทั้ง 2 เห็นตรงกันว่า การเปลี่ยนผ่านอำนาจที่ทำให้เกิดความไร้เสถียรภาพทางการเมืองหรือกระทบต่อความสัมพันธ์กับจีนจะเป็นสิ่งที่จีนกังวล

แต่กว่าจะถึงเวลานั้น นักวิเคราะห์ทั้ง 2 มองว่า ฮุน เซน จะเป็นผู้กำหนดชะตาของผู้ที่จะมาสืบทอดอำนาจต่อจากเขา ซึ่งก็ไม่อาจหลุดพ้นไปจากการส่งไม้ต่อให้กับบุตรชายทั้งสองของเขาที่มีบทบาทในกองทัพอยู่ดี

XS
SM
MD
LG