ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

ครบ 39 ปีพบโรคเอดส์ โลกยังไม่พบวัคซีนหรือยารักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี


please wait
Embed

No media source currently available

0:00 0:04:34 0:00

ในปี 2524 หรือเมื่อ 39 ปีที่แล้วโลกได้เริ่มรู้จักโรคติดต่อร้ายแรงจากเชื้อไวรัสเอชไอวีเป็นครั้งแรก โดยในช่วงต้นนั้น เชื้อไวรัสที่ทำให้ป่วยเป็นโรคเอดส์หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องนี้ ระบาดอยู่ในกลุ่มคนรักร่วมเพศผ่านทางเพศสัมพันธ์เป็นหลัก ถึงแม้จะเป็นที่ทราบในภายหลังว่า เชื้อไวรัสดังกล่าวสามารถติดต่อทางเลือดและสารคัดหลั่งของร่างกายรวมทั้งจากมารดาสู่ทารกได้ด้วย

แต่ในช่วงแรก เนื่องจากผู้ติดเชื้ออยู่ในกลุ่มคนรักร่วมเพศเป็นส่วนใหญ่ รัฐบาลสหรัฐจึงไม่ได้ความสนใจเท่าที่ควร

คุณแลร์รี่ เครเมอร์ ผู้รณรงค์เรื่องเอดส์ซึ่งก่อตั้งกลุ่มที่มีชื่อว่า Act Up เพื่อเรียกร้องสิทธิของผู้ติดเชื้อเอชไอวี ได้กล่าวว่า ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ของพรรครีพับลิกัน ในขณะนั้น ไม่เคยเอ่ยคำว่าเอดส์ด้วยซ้ำ จนกระทั่งถึงสมัยที่สองของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

ห้าปีให้หลัง คือในช่วงปลายปี 2529 มีคนอเมริกันเสียชีวิตจากโรคเอดส์ถึงกว่า 16,000 คน และกลุ่ม Act Up ซึ่งคุณแลร์รี่ เครเมอร์ ก่อตั้งขึ้น ก็มีบทบาทสำคัญในการกดดันองค์การอาหารและยารวมทั้งวงการแพทย์ของสหรัฐ ให้เพิ่มความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยทางกลุ่มใช้วิธีชุมนุมปิดทางเข้าสำนักงานใหญ่ขององค์การอาหารและยาหรือ FDA รวมทั้งใช้คำขวัญประท้วงที่ว่า Silence = Death หรือการนิ่งเงียบเท่ากับความตาย เป็นต้น

การรณรงค์เรียกร้องสิทธิโดยกลุ่ม Act Up เป็นผลให้เกิดความร่วมมือมากขึ้นระหว่างหน่วยงานของรัฐกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี ตัวอย่างเช่น มีการตั้งตัวแทนผู้ป่วยโรคเอดส์เข้าอยู่ในคณะกรรมการที่ปรึกษาของ FDA และเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยเอดส์ได้รับยาทดลองหากมีอาการทรุดหนักลง เป็นต้น

แต่ความคืบหน้าอย่างแท้จริงด้านการพัฒนายาเพื่อบำบัดผู้ป่วยโรคเอดส์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นจนกระทั่ง 14 ปีหลังจากที่เชื้อเอชไอวีเริ่มระบาดลุกลาม คือในปี 2538 ซึ่งขณะนั้นมีผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์ในสหรัฐไปแล้วถึง 300,000 คน

อย่างไรก็ตาม ในเดือนมิถุนายนของปีเดียวกัน FDA ของสหรัฐได้อนุมัติการทดลองยาใหม่ชื่อ Saquinavir ซึ่งเป็นยาชนิดแรกในกลุ่มที่เรียกว่า Protease Inhibitors หรือยาต้านไวรัส เพื่อช่วยลดจำนวนและควบคุมไม่ให้เชื้อไวรัสเอชไอวีขยายตัวในร่างกาย และถึงแม้ยา Saquinavir นี้จะใช้ไม่ได้ผลด้วยตัวเองก็ตามแต่ แต่เมื่อมีการนำมาใช้ร่วมกับยาต้านไวรัสชนิดอื่นและยา AZT ในลักษณะที่เรียกว่าการใช้ยาผสมหลายขนาน หรือ drug cocktail วิธีดังกล่าวก็ช่วยเพิ่มเซลล์เม็ดเลือดขาวในผู้ป่วยโรคเอดส์ทำให้ภูมิต้านทานของผู้ป่วยดีขึ้นได้

ถึงกระนั้นก็ตาม ถึงแม้การเริ่มใช้กลุ่มยาต้านไวรัสเอชไอวีในปี 2538 จะช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคเอดส์ได้นับล้านคนทั่วโลก แต่ผลต่อผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวีก็คือ ยาดังกล่าวเป็นเพียงการช่วยบำบัดอาการของผู้ติดเชื้อ ไม่ใช่การรักษาเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถมีชีวิตอยู่ได้เหมือนปกติแทนที่จะต้องนอนรอความตาย เพราะกลุ่มยาต้านไวรัสเอชไอวีนี้ช่วยลดจำนวนของไวรัสในร่างกายให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตราย

และในช่วงหลัง แม้จะมีการพัฒนายาบางอย่างที่สามารถใช้ป้องกันการติดเชื้อในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงได้ก็ตาม แต่จนถึงขณะนี้ คือ 39 ปีหลังจากเชื้อไวรัสเอชไอวีเริ่มเป็นภัยคุกคามต่อชาวโลก ยังไม่มียาใดที่สามารถใช้รักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีให้หายขาดได้ และวงการแพทย์ก็ยังไม่ค้นพบวัคซีนใดที่สามารถใช้อย่างได้ผลสำหรับไวรัสชนิดนี้เช่นกัน

XS
SM
MD
LG