ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

ความกลัว และการถูกสังคมรังเกียจ เป็นอุปสรรคของงานต่อต้านโรคเอดส์ทั่วโลก


Participants hold placards in the shape of the red ribbon, the universal symbol of awareness and support for those living with HIV, as a hot air balloon is released during an awareness campaign ahead of World AIDS Day in Kolkata, India, Nov. 30, 2018.
please wait
Embed

No media source currently available

0:00 0:03:25 0:00

องค์การอนามัยโลกหรือ WHO ชี้ว่า ความกลัว ความรู้สึกว่าถูกสังคมรังเกียจเ เละการขาดความรู้ เป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่สามารถหยุดยั้งการระบาดของโรคเอดส์ได้ ทั้งๆ ที่วงการเเพทย์มีวิธีบำบัดเอดส์เเละคนไม่จะเป็นต้องเสียชีวิตจากเอดส์เสมอไป ตลอดจนความคืบหน้าในการบำบัดที่ได้ผลซึ่งช่วยป้องกันการส่งต่อเชื้อไปสู่ผู้อื่น

ด็อกเตอร์ เจเรด เบทเทน (Dr. Jared Baeten) ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเชื้อเอชไอวี ที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน กล่าวกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่า ทั้งๆ ที่วงการแพทย์มีความสามารถพร้อมในการหยุดยั้งการระบาดของเอดส์ เเต่จนถึงขณะนี้ โลกก็ยังไม่ไปไม่ถึงเส้นชัย

เขากล่าวว่า นั่นเป็นเพราะว่าความสามารถในการนำมาตรการเหล่านี้ไปรับมือกับโรคเอดส์ยังไม่เต็มที่เท่าที่ควร

ยังมีคนเกือบหนึ่งล้านคนเสียชีวิตทุกปีจากโรคเอดส์ ศาสตราจารย์ สเตฟฟานี สเตรทดี (Steffani Strathdee) ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตซานดิเอโก กล่าวว่า อุปสรรคใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งคือ เอชไอวีมักระบาดในกลุ่มคนที่เกือบตกขอบของสังคมทั่วโลก

ศาสตราจารย์ สเตรทดี กล่าวว่า มีประชากรจำนวนมากทั่วโลกที่ยากจน ขาดการดูแลจากสังคม เเละกลุ่มคนที่ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้น ตลอดจนผู้ค้าประเวณี กลุ่มคนเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากที่สุด

นอกจากนี้ กลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับคนเพศเดียวกัน กลุ่มคนข้ามเพศ ผู้ต้องขัง เเละคู่นอนของคนกลุ่มนี้ ล้วนมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อเอชไอวี

ศาสตราจารย์ สเตรทดี กล่าวว่า คนที่หิวโหยเเละต้องการที่พักพิงต้องใส่ใจต่อความต้องการเร่งด่วนเหล่านี้ของตนเองเสียก่อน ที่จะมากังวลเรื่องการติดเชื้อเอชไอวี

ผลการวิจัยด้านนี้ชิ้นอื่นๆ ได้แสดงให้เห็นเล้วว่าจำเป็นต้องเเก้ปัญหาปากท้องเเละความเป็นอยู่ของคนเสียก่อนที่จะเเก้ปัญหาเอดส์ และหากยังไม่ดำเนินการนี้ ประเทศต่างๆ ทั่วโลกจะประสบกับผลกระทบรุนแรงทางสังคมเเละเศรษฐกิจจากโรคเอดส์อย่างเเน่นอน

นอกเหนือจากนี้ ด็อกเตอร์เบทเทน ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเชื้อเอชไอวีที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน กล่าวว่า ทุกคนควรเข้ารับการตรวจเลือดเเละการบำบัดได้อย่างเท่าเทียมกัน

เขากล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่เราได้เรียนรู้ในการป้องกันเอชไอวีในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา คือเราไม่มียาวิเศษที่จะเเก้ปัญหานี้ เเต่หากเราใช้มาตรการที่ได้ผลทุกอย่างร่วมกัน ก็จะได้ผลลัพธ์ที่ดีเช่นกัน

บรรดานักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า การใช้มาตรการเหล่านี้ร่วมกัน การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับเอดส์เ เละการหาทางให้คนที่ติดเชื้อเอชไอวีเข้ารับการบำบัดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะช่วยลดความรู้สึกว่าถูกสังคมรังเกียจลง

เเละหวังว่าเราจะสามารถกำจัดเอดส์ให้หมดไปได้เมื่อวัคซีนป้องกันเอดส์พัฒนาออกมาได้สำเร็จ

(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)

XS
SM
MD
LG