ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

'ไม่จับ-ไม่จูบ' การทักทายในยุคของโคโรนาไวรัสระบาด


South Sudan's First Vice President Riek Machar uses his elbow to greet his wife and newly appointed Defence Minister Angelina Teny before her swearing-in ceremony in Juba, South Sudan
please wait
Embed

No media source currently available

0:00 0:02:19 0:00

ในบางประเทศ เช่น สหรัฐฯ ผู้คนใช้การจับมือและการกอดเพื่อทักทายกัน ขณะที่ในหลายวัฒนธรรมของยุโรป ใช้การจูบที่แก้ม หรือ Air Kiss ซึ่งเป็นการจูบหลอก ๆ ในเวลาที่ทักทายกัน และถ้าเป็นนักกีฬาที่เล่นเป็นทีมก็มักจะใช้วิธี high five หรือแตะมือกันเพื่อทักทาย

แต่ในขณะที่เชื้อโควิด-19 กำลังระบาดใหญ่ไปทั่วโลก องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เตือนให้หลีกเลี่ยงฝูงชนจำนวนมาก และพยายามให้มีระยะห่างทางสังคมเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค จึงนำไปสู่วิธีการทักทายแบบใหม่ ๆ ทั่วโลก

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในสวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศสได้แนะนำให้ประชากรหยุดการทักทายแบบดั้งเดิม และรัฐบาลอิตาลีได้สั่งห้ามการจูบเพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของ covid-19

ปกติหลายวัฒนธรรมในเอเชียก็ใช้วิธีการทักทายโดยไม่ต้องถูกเนื้อต้องตัวกันอยู่แล้ว ดังนั้นจึงง่ายกว่าสำหรับชาวเอเชียในการหลีกเลี่ยงการทักทายแบบสัมผัส ตัวอย่างเช่น ในประเทศญี่ปุ่น การโค้งคำนับโดยมือทั้งสองแนบไว้ข้างลำตัว เป็นการทักทายแบบดั้งเดิม รวมทั้งการไหว้ ซึ่งเป็นการทักทายของปลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นกัน

ในช่วงแรกของการระบาดที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน วิดีโอที่มีชื่อว่า “อู่ฮั่นเชค” ได้ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ในวิดีโอดังกล่าว ชายสองคนทักทายกันด้วยการเตะเท้า โดยเตะขวาเตะซ้ายแบบรวดเร็ว จนเหมือนเป็นท่วงท่าในการเล่นกีฬาฟุตบอล จากนั้นก็มีชายอีกหลายคนทักทายกันในแบบเดียวกัน จนแพร่หลายไปทั่วโลก

นอกจากนี้ เรายังได้เห็นผู้นำและนักการเมืองในหลายประเทศใช้วิธีเอาข้อศอกชนกันแทนการจับมือ และการไหว้ ส่วนที่อิหร่าน จะใช้การทักทายที่เรียกว่า Butt Bump หรือการเอาก้นชนกัน ซึ่งก็อาจนำมาใช้ในช่วงที่กำลังเกิดการระบาดของโควิด-19 ในขณะนี้ได้เช่นกัน

XS
SM
MD
LG