ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

จีนประกาศลดภาษีเพื่ออุดหนุนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์


Virus Outbreak China

รัฐบาลกรุงปักกิ่งประกาศนโยบายลดภาษีให้กับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อหวังกระตุ้นการขยายตัวของธุรกิจ ที่ได้รับผลกระทบหนักจากมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่มุ่งป้องกันไม่ให้จีนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีชิปประมวลผลของผู้ผลิตสัญชาติอเมริกัน

สำนักข่าว The Associated Press รายงานว่า คำประกาศที่มีออกมาในวันจันทร์ตามเวลาในจีนนั้น ตั้งเป้าที่จะผลักดันและกระตุ้นการขยายตัวของอุตสาหกรรมนี้ เพื่อช่วยให้จีนก้าวขึ้นมาเป็น “ผู้นำด้านเทคโนโลยี” ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ อันเป็นเป้าหมายทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญในระดับต้นๆ ของรัฐบาลจีนในปีนี้

ตามประกาศของกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจีน ผู้ผลิตชิปในประเทศสามารถนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบต่างๆ โดยไม่ต้องเสียภาษี ไปจนถึงปี ค.ศ. 2030 แต่คำประกาศไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับมูลค่าการอุดหนุนของนโยบายใหม่นี้

ตลอดช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลกรุงปักกิ่งลงทุนอย่างหนักเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตชิปประมวลผล แต่ธุรกิจสมาร์ทโฟนและเทคโนโลยีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ยังคงต้องพึ่งพาชิปจากสหรัฐฯ ยุโรป และไต้หวัน เพื่อผลิตชิ้นส่วนที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยเสมอ

FILE PHOTO: A Huawei company logo at Shenzhen International Airport in Shenzhen, Guangdong province, China, July 22, 2019. REUTERS/Aly Song/File Photo
FILE PHOTO: A Huawei company logo at Shenzhen International Airport in Shenzhen, Guangdong province, China, July 22, 2019. REUTERS/Aly Song/File Photo

ต่อมา เมื่ออดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศดำเนินมาตรการที่ทำให้ หัวเหว่ย ยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมของจีน ไม่สามารถเข้าถึงชิปและเทคโนโลยีต่างๆ ของสหรัฐฯ ได้ ธุรกิจสมาร์ทโฟนของบริษัทแห่งนี้ ซึ่งเคยถูกจัดให้อยู่ในอันดับหนึ่งของโลกจนถึงต้นปีที่ผ่านมา ต้องหลุดออกจากรายชื่อ 5 อันดับแบรนด์ชั้นนำไปโดยปริยาย

นักวิเคราะห์ด้านการเมืองคาดว่า การเปลี่ยนผู้นำมาเป็นประธานาธิบดี โจ ไบเดน ไม่น่าจะนำมาซึ่งการผ่อนคลายท่าทีของสหรัฐฯ ต่อจีนมาก ขณะที่ เหริน เจิงเฟย ผู้ก่อตั้งหัวเหว่ย กล่าวไว้ในเดือนกุมภาพันธ์ว่า โอกาสที่สหรัฐฯ จะยกเลิกมาตรการลงโทษนั้น “แทบไม่มีเลย” ด้วย

ทั้งนี้ ในแต่ละปี จีนนำเข้าชิปประมวลผลและเซมิคอนดักเตอร์อื่นๆ ร่วมกันแล้วเป็นมูลค่าถึงกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์

XS
SM
MD
LG