ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

ธุรกิจหลายแห่งขยายแผนจับคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศ


In this undated image provided by Climeworks AG shows a geothermal power plant near Reykjavik, Iceland. The Iceland plant, called Orca, is the largest such facility in the world, capturing about 4,000 metric tons of carbon dioxide per year. (Arni Saeberg/
please wait

No media source currently available

0:00 0:04:06 0:00


ที่ประเทศไอซ์แลนด์ มีใบพัดลมโลหะขนาดใหญ่หลายใบที่หมุนรอบตัวเพื่อดึงก๊าซคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศ โดยใบพัดโลหะและเครื่องจักรอื่นๆ ที่นี่ถูกสร้างขึ้นเพื่อนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศไปกักเก็บไว้ที่ใต้ดิน เทคโนโลยีนี้เรียกว่า "direct air capture" หรือการดักจับจากอากาศโดยตรง ซึ่งเมื่อไม่กี่ปีที่แล้วยังเป็นเรื่องที่ดูจะเป็นไปไม่ได้ แต่ในปัจจุบันนี้เชื่อกันว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

Orca ศูนย์ดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในประเทศไอซ์แลนด์ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ สามารถสกัดคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศได้ประมาณปีละ 4,000 ตัน แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่โลกต้องการแล้ว ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า จำนวนดังกล่าวยังน้อยไป

นักวิทยาศาสตร์บางคนกล่าวว่า จำเป็นต้องกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ปีละ 10,000 ล้านตันภายในปี 2050 และข้อมูลจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศของสหประชาชาติระบุว่า โรงงานดักจับอากาศโดยตรงทั่วโลกขณะนี้สามารถดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากอากาศได้ประมาณปีละ 8,160 ตันเท่านั้น

Julio Friedmann นักวิจัยที่ศูนย์นโยบาย Center on Global Energy Policy ที่มหาวิทยาลัย Columbia University ในนครนิวยอร์กกล่าวว่า ภายในระยะเวลา 30 ปีข้างหน้าโลกของเราจำเป็นต้องมีความเชี่ยวชาญที่มากกว่าอุตสาหกรรมน้ำมันและแก๊สเป็นสองเท่าตัวและทำงานในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับอุตสาหกรรมเหล่านั้น คือ จะต้องนำบางสิ่งฝังลงใต้โลกแทนที่จะขุดขึ้นมา

หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์หลายๆ หน่วยงานกล่าวว่าแม้ว่าการผลิตก๊าซคาร์บอนจะหยุดลง แต่ก็ยังไม่พอต่อการหลีกเลี่ยงปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศ ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้กล่าวว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากจะต้องถูกกำจัดออกจากอากาศและนำไปเก็บกักไว้ใต้ดิน

Friedmann กล่าวอีกว่า โลกของเราล้มเหลวในเรื่องของสภาพภูมิอากาศไปแล้วถึงขนาดที่ว่าการดักจับก๊าซคาร์บอนจากอากาศโดยตรงเป็นหนึ่งในหลายๆ วิธีที่จะต้องทำ

This September 2021 image provided by Climeworks AG shows a chart at a plant called Orca near Reykjavik, Iceland. The plant is the largest such facility in the world, capturing about 4,000 metric tons of carbon dioxide per year. But compared to what the p
This September 2021 image provided by Climeworks AG shows a chart at a plant called Orca near Reykjavik, Iceland. The plant is the largest such facility in the world, capturing about 4,000 metric tons of carbon dioxide per year. But compared to what the p

ในปัจจุบันมีบริษัทเพียงไม่กี่แห่งที่ทำโรงงานดักจับก๊าซคาร์บอนโดยตรงขนาดใหญ่ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Climeworks เจ้าของโรงงาน Orca ในไอซ์แลนด์ ส่วนอีกบริษัทหนึ่งคือ Carbon Engineering ผู้สร้างโรงงานดักจับก๊าซคาร์บอนโดยตรงในบริติชโคลัมเบียของประเทศแคนาดา และทั้งสองบริษัทนี้มีเป้าหมายจะขยายขีดความสามารถเพิ่มขึ้นด้วย

ที่โรงงาน Orca ของบริษัท Climeworks ใกล้กรุง Reykjavik เมืองหลวงของประเทศไอซ์แลนด์นั้น พัดลมจะดูดอากาศเข้าไปในกล่องดำขนาดใหญ่ซึ่งกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้บนแผ่นกรอง จากนั้นคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกทำให้ร้อนด้วยพลังงานจากภูเขาไฟ แล้วนำไปรวมกับน้ำก่อนจะถูกฉีดลึกลงไปยังชั้นหินบะซอลต์ใต้ดิน ซึ่งในเวลาไม่กี่ปีคาร์บอนไดออกไซด์เหล่านั้นก็จะกลายเป็นหิน

แต่ทั้งนี้การสร้างและทำโรงงานของบริษัท Climeworks ต้องใช้พลังงานจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น ที่โรงงาน Orca จะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลับคืนสู่ชั้นบรรยากาศราว 10 เปอร์เซ็นต์ของที่สกัดมาได้ และ Daniel Egger หัวหน้าเจ้าหน้าที่การพาณิชย์ของ Climeworks กล่าวว่าแม้บริษัทของเขาจะทำงานอยู่ใน "ระดับอุตสาหกรรม" แต่ก็ยังไม่ใช่จุดที่จะสามารถสร้างความแตกต่างในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ แผนงานของ Climateworks คือการกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากอากาศให้ได้ปีละหลายล้านตันภายในปี 2030 ซึ่งก็หมายถึงการต้องเพิ่มขีดความสามารถขึ้น 10 เท่าตัวในทุก ๆ สามปี

ส่วนบริษัท Carbon Engineering มีโรงงานหลายๆ แห่งที่ใช้พลังงานหมุนเวียนหรือก๊าซธรรมชาติ และข้อดีของการใช้ก๊าซธรรมชาติคือคาร์บอนไดออกไซด์ที่สร้างขึ้นก็จะถูกดักจับกลับคืนมา

นอกจากนี้แล้ว เทคโนโลยีอีกวิธีหนึ่งคือการฉีดอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงไปในแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ไม่ใช้งานแล้ว โดย Carbon Engineering ใช้วิธีนี้ร่วมกับบริษัทน้ำมัน Occidental Petroleum และทั้งสองบริษัทวางแผนจะสร้างศูนย์ดักจับก๊าซคาร์บอนจากอากาศโดยตรงที่อาจมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในบริเวณ Permian Basin ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ

Colin McCormick เจ้าหน้าที่ของ Carbon Direct บริษัทในนครนิวยอร์กที่ลงทุนในโครงการกำจัดคาร์บอนและให้คำแนะนำธุรกิจต่างๆ เกี่ยวกับการซื้อบริการเหล่านี้กล่าวว่า ตอนนี้ค่าใช้จ่ายในการกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศด้วยเทคโนโลยีดักจับโดยตรงนี้อยู่ที่ประมาณตันละ 500 ถึง 600 ดอลลาร์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดว่าภายใน 10 ปีข้างหน้าค่าใช้จ่ายเรื่องนี้อาจลดลงเหลือที่ประมาณตันละ 200 ดอลลาร์หรือต่ำกว่านั้น

ขณะนี้มีบริษัทใหญ่ๆ หลายแห่งที่ตั้งเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ด้วยเหตุนี้บางบริษัทจึงเลือกซื้อบริการช่วยกำจัดคาร์บอน เช่น การดักจับจากอากาศโดยตรงจากธุรกิจอื่นที่ให้บริการด้านนี้โดยเฉพาะเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

และบุคคลทั่วไปก็สามารถซื้อบริการนี้ได้เช่นกัน โดย Climeworks เสนอราคาเริ่มต้นที่เดือนละ 8 ดอลลาร์สำหรับผู้ที่ต้องการกำจัดก๊าซคาร์บอนซึ่งตนผลิตขึ้นมา

(ที่มา: The Associated Press)

XS
SM
MD
LG