ลิ้งค์เชื่อมต่อ

ไบเดนลงนามกฎหมายหนุนศักยภาพผลิตชิปคอมพิวเตอร์ของสหรัฐฯ


President Joe Biden holds the "CHIPS and Science Act of 2022" after signing it during a ceremony on the South Lawn of the White House, in Washington, Aug. 9, 2022.

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โจ ไบเดน ลงนามในกฎหมาย CHIPS and Science Act ซึ่งมีเป้าหมายกระตุ้นศักยภาพทางการแข่งขันของสหรัฐฯ ต่อประเทศจีน ด้วยการจัดสรรงบประมาณหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนการผลิตชิปคอมพิวเตอร์และการวิจัยด้านเทคโนโลยี

ปธน.ไบเดน กล่าวระหว่างพิธีลงนามในวันอังคารว่า "สหรัฐฯ ต้องเป็นผู้นำโลกในด้านการผลิตชิปคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ ผ่านกฎหมายฉบับนี้" และว่า นี่คือการลงทุนครั้งสำคัญที่สุดของสหรัฐฯ ในยุคนี้ ซึ่งจะช่วยสร้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจและปกป้องความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ

ไบเดนกล่าวด้วยว่า รัฐบาลจีนได้พยายามล็อบบี้ภาคธุรกิจในอเมริกาให้ต่อต้านกฎหมายฉบับนี้ อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมาย CHIPS and Science Act มูลค่า 280,000 ล้านดอลลาร์ สามารถผ่านการลงมติของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ด้วยคะแนน 243 - 187 และผ่านวุฒิสภาด้วยคะแนน 64-33 เสียง

Biden Celebrates Semiconductor Legislation to Boost US Competitiveness Against China
please wait

No media source currently available

0:00 0:02:32 0:00

กฎหมาย CHIPS Act จะรวมถึงการลงทุน 52,000 ล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนการวิจัยและผลิตชิปคอมพิวเตอร์ในสหรัฐฯ ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่า จะช่วยเพิ่มความสามารถใการแข่งขันของสหรัฐฯ กับประเทศผู้ครองตลาด คือ จีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้

หลังจากกฎหมายฉบับนี้ผ่านรัฐสภา ทำเนียบขาวเผยว่า บริษัทไมครอน (Micron) ผู้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์รายใหญ่ของสหรัฐฯ จะประกาศแผนลงทุน 40,000 ล้านดอลลาร์เพิ่มเพิ่มปริมาณการผลิต ขณะที่บริษัทคูอัลคอมม์ (Qualcomm) และ โกลบอลฟาวน์ดรีย์ส (GlobalFoundries) เตรียมขยายการลงทุนด้วยการสร้างโรงงานผลิตชิปฯ ในรัฐนิวยอร์ก มูลค่า 4,200 ล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ ส่วนแบ่งของสหรัฐฯ ในตลาดชิปคอมพิวเตอร์โลก ลดลงจาก 37% เมื่อปีค.ศ. 1990 เหลือเพียง 12% ในปัจจุบัน เหตุผลหลักเป็นเพราะรัฐบาลประเทศอื่นต่างเสนอผลประโยชน์จูงใจให้กับบรรดาผู้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์ในประเทศนั้น ๆ ตามรายงานของสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (report by the Semiconductor Industry Association)

รายงานดังกล่าวระบุว่า ปัจจุบัน จีนครองส่วนแบ่งในตลาดชิปคอมพิวเตอร์โลกที่ 24% รองลงมาคือ ไต้หวัน (21%) เกาหลีใต้ (19%) และญี่ปุ่น (13%)

  • ที่มา: วีโอเอ

XS
SM
MD
LG