ลิ้งค์เชื่อมต่อ

ประชุมสุดยอดผู้นำ ‘ไบเดน-คิชิดะ’ เน้นประเด็นต้านจีนและรัสเซีย


President Joe Biden shakes hands with Japanese Prime Minister Fumio Kishida as they meet in the Oval Office of the White House, Friday, Jan. 13, 2023, in Washington. (AP Photo/Evan Vucci)

ในวันศุกร์ตามเวลาในสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีฟูมิโอะ คิชิดะ แห่งญี่ปุ่น ที่ทำเนียบขาว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเดินทางเยือนประเทศสมาชิกกลุ่มจี-7 และเพื่อตอกย้ำความเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระหว่างสหรัฐฯ-ญี่ปุ่นที่เหนียวแน่น ในช่วงที่กรุงโตเกียวรู้สึกกังวลหนักเกี่ยวกับภัยด้านความมั่นคงจากจีนและจากการที่รัสเซียเดินหน้ารุกรานยูเครน

ในระหว่างการกล่าวต้อนรับผู้นำญี่ปุ่น ปธน.ไบเดน กล่าวว่า “สหรัฐฯ ยึดมั่นอย่างเต็มที่ ครบถ้วน (และ)พร้อมสรรพต่อความเป็นพันธมิตร” และว่า “ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ต่อการปกป้องญี่ปุ่น”

ขณะเดียวกัน นายกฯ คิชิดะ กล่าวผ่านล่ามว่า “ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ในปัจจุบันกำลังเผชิญสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่มีความซับซ้อนและมีความท้าทายมากที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยของทั้งสองประเทศ”

ภายหลังการประชุมของสองผู้นำ มีการออกแถลงการณ์ร่วมสหรัฐฯ-ญี่ปุ่น ที่มีใจความว่า การหารือครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์สำหรับการเป็นพันธมิตรของทั้งสอง และสำหรับภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และต่อโลก โดยความร่วมมือใหม่ของสองประเทศผ่านโครงการ National Security Strategy, National Defense Strategy and Defense Buildup Program เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และกำเนิดขึ้นมาในช่วงที่อินโด-แปซิฟิกกำลังเผชิญความท้าทายที่เพิ่มขึ้นจากทั้งจีนและเกาหลีเหนือ

แถลงการณ์นี้ยังระบุว่า ความเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ และญี่ปุ่นแข็งแกร่งขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา โดยผู้นำของทั้งสองประเทศยืนยันด้วยว่า ความเป็นพันธมิตรนี้คือ หลักสำคัญของสันติภาพ ความมั่นคงและความรุ่งเรืองของอินโด-แปซิฟิก และทั้งสองประเทศจะเดินหน้าความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมความรุ่งเรืองของประเทศตนเองและของโลกด้วย

ก่อนหน้าการประชุมสุดยอดผู้นำของปธน.ไบเดนและนายกฯ คิชิดะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แอนโทนี บลิงเคน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ลอยด์ ออสติน ร่วมประชุมกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ฮายาชิ โยชิมาสะ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ฮามาดะ ยาสุคาซู และหารือการปรับเปลี่ยนมากมายในด้านความร่วมมือกลาโหม การฝึกอบรมทางทหาร และความสัมพันธ์ของกองบัญชาการทางทหาร ซึ่งรวมถึง แผนงานจัดระเบียบหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ ที่ประจำอยู่บนเกาะโอกินาวาด้วย

การปรับเปลี่ยนทั้งหมดที่ว่าซึ่งมีการประกาศออกมาในวันพุธที่กรุงวอชิงตัน ส่งสัญญาณที่ว่า พันธมิตรทั้งสองนั้นมองว่าโอกาสของการเกิดสงครามในอินโด-แปซิฟิกนั้นเริ่มสูงขึ้นจากการที่จีนอาจโจมตีไต้หวันหรือเกาหลีเหนือทำการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์

รัฐบาลนายกฯ คิชิดะวางแผนที่จะเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมของประเทศให้ถึงเกือบ 2% ของจีดีพีภายในปี ค.ศ. 2027 ซึ่งเป็นระดับที่จะทำให้ญี่ปุ่นกลายมาเป็น 1 ใน 5 ประเทศที่มีงบประมาณทางทหารสูงที่สุดในโลก

แซ็ค คูเปอร์ นักวิชาการอาวุโสด้านยุทธศาสตร์สหรัฐฯ ในเอเชีย จาก American Enterprise Institute บอกกับ วีโอเอ ว่า ขณะที่ การที่จีนจะโจมตีไต้หวันยังเป็นเรื่องสมมติอยู่ สงครามในยูเครนที่เกิดขึ้นจากการรุกรานของรัสเซีย คือ ประเด็นที่ทำให้ชาวญี่ปุ่นตื่นตัวกันมากว่า ในยุคนี้ ยังมีเหตุการรุกรานประเทศอื่น ๆ ได้อีก และเมื่อพิจารณาสถานการณ์ที่จีนส่งเรือรบและเครื่องบินรบออกปฏิบัติการซ้อมรบรอบ ๆ ไต้หวันหลังการเยือนของอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ แนนซี เพโลซี เมื่อปีที่แล้ว คนในญี่ปุ่นยิ่งตื่นกลัวหนักขึ้นไปอีก

  • ที่มา: วีโอเอ
XS
SM
MD
LG