ลิ้งค์เชื่อมต่อ

เกร็ดน่ารู้ก่อนเข้าครัว: เปิดโลกน้ำมันมะกอก


Food Olive Oil Basics
please wait
Embed

No media source currently available

0:00 0:04:14 0:00


หลายคนที่ชื่นชอบอาหารตะวันตก คงคุ้นเคยกับส่วนประกอบหลักที่สำคัญอย่าง น้ำมันมะกอก และผู้ที่ลองแวะไปหาซื้อมาติดบ้านอาจจะประสบปัญหาสับสน เพราะความหลากหลายของน้ำมันมะกอกที่มีอยู่มากมายบนชั้นวางของในซูเปอร์มาร์เก็ต

สำหรับคนส่วนใหญ่บนโลกนี้ โลกของน้ำมันมะกอกนั้น เป็นเหมือนจักรวาลแห่งปริศนา คล้ายๆ กับกรณีของผู้ที่ไม่สันทัดกับเรื่องของไวน์ แต่เดินเข้าไปในร้านไวน์แล้วได้แต่ยืนมองดูขวดต่างๆ โดยไม่รู้ว่าตนเองกำลังมองหรือมองหาอะไรอยู่

สำนักข่าว The Associated Press ออกบทความที่ตั้งคำถามว่า “แล้วน้ำมันมะกอกแบบไหน ที่เราควรมีติดบ้าน และแบบไหน ควรใช้ ในโอกาสใด” โดยแบ่งน้ำมันนี้ออกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์พิเศษ (Extra Virgin) น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ (Virgin) และ น้ำมันมะกอก (Pure)

Olive Oil
Olive Oil

Extra Virgin Olive Oil หรือ น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์พิเศษ ซึ่งบางที จะมีการระบุที่ฉลากว่าเป็นน้ำมันที่ได้มาจากการสกัดเย็น เป็นน้ำมันที่สกัดจากผลมะกอกสีเขียวที่อายุไม่มากและยังสดอยู่ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตน้ำมันมะกอกยี่ห้อ Enzo Olive Oil ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่กล่าวว่า น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์พิเศษของตนนั้น สกัดมาจากผลมะกอกที่เก็บมาจากต้นและเข้าสู่กระบวนการสกัดภายใน 24 ชั่วโมง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม รสชาติของน้ำมันมะกอกประเภทนี้ไม่ได้เหมือนกันทุกขวด และขึ้นอยู่กับพันธุ์ของมะกอก ภูมิภาคที่ปลูก และสภาพอากาศ ซึ่งคล้ายๆ กับกระบวนการผลิตไวน์ แต่ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า Extra Virgin Olive Oil ที่คุณภาพดีนั้น มักมีรสชาติติดขมเบาๆ เป็นหลัก ขณะที่รสชาติแฝงอื่นๆ จะแตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกับเรื่องของสี ที่มีตั้งแต่เขียวเข้ม ไปจนถึงเหลืองทอง เพียงแต่จุดที่สำคัญที่สุดคือ การที่มีรสชาติสดสะอาดเสมอ

น้ำมันประเภทนี้ โดยเฉพาะขวดที่มีคุณภาพดีมากๆ จะเหมาะสำหรับการรับประทานตรงๆ โดยไม่สัมผัสกับความร้อน เช่น ในการทำน้ำสลัด หรือ เหยาะลงไปในอาหารในขั้นตอนสุดท้ายก่อนรับประทาน เช่น ซุป หรือ ขนมปังอบกรอบ

ผู้เชี่ยวชาญแนะด้วยว่า หากมีการระบุข้อมูลวันเก็บเกี่ยวมะกอกบนขวดน้ำมันประเภทนี้ ให้พยายามหาขวดที่มาจากฤดูใบไม้ร่วงของปีที่ผ่านมา จะรับประกันความสดใหม่ได้ดีที่สุด

สำหรับน้ำมันมะกอก หรือ Pure Olive Oil นั้น ปกติมักเป็นน้ำมันที่ได้จากการผสมน้ำมันมะกอกกลั่นกับน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ (Virgin Olive Oil) หรือ น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์พิเศษ (Extra Virgin Olive Oil) เนื่องจากตัวมันเองไม่มีคุณสมบัติเทียบเท่ากับน้ำมันคุณภาพดีทั้งสองประเภทที่ว่า และบางครั้ง ผู้ผลิตยังมีการเติมรสและกลิ่นลงไปด้วยด้วย โดยน้ำมันประเภทนี้ เหมาะที่สุดสำหรับใช้ปรุงอาหารหรือทอด เพราะรสของน้ำมันประเภทนี้ค่อนข้างจืดและมีรสแฝงเพียงเล็กน้อย

Food Olive Oil Basics
Food Olive Oil Basics

และเมื่อพูดถึงการหาซื้อน้ำมันมะกอกสำหรับจุดประสงค์การใช้งานที่ต่างกัน ผู้เชี่ยวชาญแนะว่า ควรหาซื้อจากร้านที่ผู้คนนิยมไปซื้อ เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่า มีน้ำมันขวดใหม่ๆ เข้ามาเติมในชั้นเสมอ และไม่ใช่กรณีที่สินค้าตั้งรอผู้ซื้อมาแล้วหลายเดือน ขณะที่ ยุคที่อินเตอร์เน็ตอำนวยความสะดวกให้ชีวิตได้มากมายเช่นในปัจจุบัน ยังหมายถึงโอกาสช้อปปิ้งออนไลน์ เพื่อหาซื้อน้ำมันมะกอกหลากหลายประเภท ที่มาทั้งจากผู้ผลิตรายใหญ่และผู้ผลิตรายเล็กได้ตามชอบด้วย

ในส่วนของการเก็บรักษานั้น ผู้เชี่ยวชาญแนะว่าให้เก็บในภาชนะที่ปิดแน่น วางไว้ในที่ๆ มีอากาศเย็นและอับแสงเป็นหลัก ขณะที่เรื่องของอายุน้ำมันนั้น หากมีการใช้งานประจำ ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลว่า คุณภาพของน้ำมันจะด้อยลงไปตามกาลเวลา เพราะน่าจะใช้หมดก่อน

และหากมีการจัดเก็บอย่างเหมาะสม น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์พิเศษนั้นจะอยู่ได้หลายเดือน ขณะที่ น้ำมันจากผู้ผลิตรายใหญ่ที่ผลิตออกมาทีละมากๆ นั้นน่าจะมีอายุใช้งานได้อย่างน้อย 1 ปีหลังเปิดใช้งาน

ทั้งนี้ หลังการเปิดขวดไปสักระยะแล้ว หากรู้สึกว่าน้ำมันมีกลิ่นหรือรสชาติหืนๆ ก็ให้ทิ้งน้ำมันนั้นไปได้เลย

สำหรับแหล่งที่มาของน้ำมันมะกอกคุณภาพดีนั้น ผู้บริโภคมีตัวเลือกอยู่มาก โดยหลักๆ แล้ว อิตาลี คือแหล่งผลิตที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด ตามมาด้วย กรีซ สเปน และแคลิฟอร์เนีย ขณะที่ ในปัจจุบัน น้ำมันคุณภาพดียังมาจากประเทศอื่นๆ ด้วย เช่น ออสเตรเลีย ตูนิเซีย ตุรกี โมร็อกโก และโครเอเชีย

อย่างไรก็ดี ข้อมูลต่างๆ ที่นำเสนอมานี้ เป็นเพียงข้อมูลพื้นฐานเท่านั้น เพราะหากจะเรียนรู้เกี่ยวกับน้ำมันมะกอกที่มีประวัติที่มายาวนานนับพันๆ ปีนี้ วิธีที่ดีที่สุด คือ ต้องทดลองควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อของดีๆ มาทดลอง เพื่อเรียนรู้ว่า น้ำมันแบบใดถูกใจ ถูกปาก และถูกลิ้นที่สุด

XS
SM
MD
LG