ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

สหรัฐฯ ปรับนโยบายเกี่ยวกับไต้หวัน-ย้ำไม่รับรู้การอ้างอธิปไตยจากจีน


รัฐบาลสหรัฐฯ ตัดสินใจปรับเปลี่ยนนโยบายเกี่ยวกับสถานภาพของไต้หวัน พร้อมสั่งปลดล็อคเอกสารรายงานทางการทูต ที่เป็นความลับทางราชการเกี่ยวกับการขายอาวุธให้รัฐบาลกรุงไทเป ขณะที่จีนเร่งกดดันไต้หวันอย่างต่อเนื่อง​

David Stilwell, U.S. Assistant Secretary for East Asian and Pacific Affairs
David Stilwell, U.S. Assistant Secretary for East Asian and Pacific Affairs

เดวิด สติลเวลล์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ผ่านระบบออนไลน์ให้กับมูลนิธิ Heritage Foundation เมื่อวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่นว่า ขณะที่สหรัฐฯ ดำเนินนโยบาย “จีนเดียว” มาตลอดเวลา นโยบายนี้แตกต่างจากหลักการ “จีนเดียว” ที่รัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์จีนพยายามใช้อ้างอธิปไตยเหนือไต้หวันโดยสิ้นเชิง และสหรัฐฯ ไม่รับรู้ที่การอ้างอธิปไตยใดๆ เหนือไต้หวัน

ผู้ช่วยรัฐมนตรี สติลเวลล์ ย้ำด้วยว่า จุดยืนดังกล่าวและการปลดล็อคเอกสารรายงานทางการทูตของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เคยถูกพิจารณาเป็นความลับทางราชการเกี่ยวกับการที่สหรัฐฯ ขายอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ไต้หวัน ไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงของนโยบาย หากแต่เป็นการ “ปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญ” ต่างหาก

ก่อนหน้านี้ ไต้หวันประกาศชัดเจนว่า จะเดินหน้าเสริมสร้างขีดความสามารถด้านกลาโหม ด้วยความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มุ่งมั่นช่วยส่งเสริมความมั่นคงของไต้หวัน ขณะที่ เจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนเรียกร้องให้สหรัฐฯ ยุติการยกระดับความสัมพันธ์กับรัฐบาลกรุงไทเป

ทั้งนี้ สหรัฐฯ และไต้หวันกำลังอยู่ในช่วงการเจรจาข้อตกลงทางเศรษฐกิจในระดับทวิภาคี หลังรัฐบาลไต้หวันประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่าจะยกเลิกมาตรการจำกัดต่างๆ สำหรับการนำเข้าเนื้อหมูและเนื้อวัวจากสหรัฐฯ

ในส่วนของเอกสารรายงานทางการทูตที่สหรัฐฯ สั่งปลดล็อคนั้น มีอยู่ด้วยกัน 2 ชุดและมีออกมาตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ. 1982 โดยมีประเด็นหลักคือ การที่สหรัฐฯ สัญญากับไต้หวันว่าจะเก็บข้อมูลการขายอาวุธให้กับไต้หวันเป็นความลับ เนื่องจาก รัฐบาลจีนต่อต้านการซื้อขายดังกล่าวอย่างมาก

ผู้ช่วยรัฐมนตรี สติลเวลล์ กล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่สหรัฐฯ ต้องกลับไปทบทวนประวัติศาสตร์นเรื่องนี้ คือ ปัญหาเกี่ยวกับนิสัยของรัฐบาลกรุงปักกิ่งที่มักบิดเบือดข้อมูลต่างๆ นั่นเอง

บอนนี่ กเลเซอร์ ผู้อำนวยการโครงการ China Power Project แห่ง ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (Center for Strategic and International Studies – CSIS) ที่ตั้งอยู่ในกรุงวอชิงตัน บอกกับผู้สื่อข่าววีโอเอว่า แม้ท่าทีของสหรัฐฯ เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับไต้หวันจะไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ การปลดล็อครายงานดังกล่าวเป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ มักไม่เปิดเผยรายละเอียดในรายงานนี้ต่อสาธารณะ ทำให้ท่าทีล่าสุดนี้ บ่งชี้ถึงความพยายามยกระดับความสำคัญของประเด็นไต้หวัน และยังเป็นโอกาสสำคัญสำหรับสหรัฐฯ ที่จะเน้นย้ำคำมั่นที่ให้ไว้กับรัฐบาลกรุงไทเป และแสดงให้เห็นว่า สหรัฐฯ คือหุ้นส่วนที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้จริงๆ

FILE - Chinese Foreign Ministry spokeswoman Hua Chunying speaks during a press briefing at the Ministry of Foreign Affairs building in Beijing, Sept. 15, 2017.
FILE - Chinese Foreign Ministry spokeswoman Hua Chunying speaks during a press briefing at the Ministry of Foreign Affairs building in Beijing, Sept. 15, 2017.

ขณะเดียวกัน หัว ชุนยิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวในวันอังคารว่า ไม่มีใครในโลกจะประเมินความมุ่งมั่นของจีนในการรักษาอธิปไตยของตนให้ต่ำได้ และสิ่งที่สหรัฐฯ ควรทำก็คือ การปฏิบัติตามหลักการ “จีนเดียว” และบทบัญญัติต่างๆ ตามแถลงการณ์ร่วม จีน-สหรัฐฯ ทั้ง 3 ฉบับ แทนที่จะให้ความสำคัญกับกฎหมาย Taiwan Relations Act ของสหรัฐฯ เอง หรือคำสัญญาอื่นๆ ที่ให้ไว้กับไต้หวัน

XS
SM
MD
LG