ลิ้งค์เชื่อมต่อ

สหรัฐฯ งัดกำลังทหาร-การทูต หวังลดตึงเครียดตะวันออกกลาง


ขีปนาวุธโทมาฮอว์ก ยิงจาก USS Gravely เรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถีชั้น Arleigh Burke ของกองทัพเรือสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปยังสิ่งที่กองทัพสหรัฐฯ เรียกว่าเป็นเป้าหมายของกลุ่มฮูตี ในเยเมน เมื่อ 3 ก.พ. 2024 (U.S. Central Command/Handout via REUTERS)
ขีปนาวุธโทมาฮอว์ก ยิงจาก USS Gravely เรือพิฆาตติดขีปนาวุธนำวิถีชั้น Arleigh Burke ของกองทัพเรือสหรัฐฯ มุ่งเป้าไปยังสิ่งที่กองทัพสหรัฐฯ เรียกว่าเป็นเป้าหมายของกลุ่มฮูตี ในเยเมน เมื่อ 3 ก.พ. 2024 (U.S. Central Command/Handout via REUTERS)

สหรัฐฯ แสดงบทบาททางการทหารพ่วงด้วยแรงกดดันให้เกิดผลลัพธ์ทางการทูตควบคู่กันไป หวังลดดีกรีความรุนแรงของวิกฤตตะวันออกกลางไม่ให้ขยายวงกว้าง ในระหว่างที่มีทั้งสงครามอิสราเอล กับกลุ่มฮามาส และกองกำลังติดอาวุธที่มีอิหร่านหนุนหลังในภูมิภาคนี้

หลังจากพันธมิตรทางการทหารที่นำโดยสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการโจมตีเป้าหมายกลุ่มฮูตี 36 จุดในเยเมน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แต่สหรัฐฯ ยังไม่อาจตัดความเป็นไปได้เรื่องการโจมตีที่อาจเพิ่มขึ้นโดยกลุ่มฮูตี หรือจากกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ ที่มีอิหร่านหนุนหลังในตะวันออกกลาง

เจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ กล่าวในรายการ “This Week” ของสถานีโทรทัศน์ ABC ว่า “เป้าหมายหลักของการโจมตีคือการบั่นทอนศักยภาพของกองกำลังติดอาวุธที่มีอิหร่านหนุนหลังในอิรักและซีเรีย ซึ่งกำลังโจมตีกองทัพของเรา และจากกลุ่มฮูตีที่เดินหน้าคุกคามการขนส่งทางเรือในทะเลแดง” และว่าจะเดินหน้าปฏิบัติการหากจำเป็น

อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮูตีประกาศกร้าวว่าจะเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารเพื่อตอบโต้การก่อสงครามต่อกลุ่มฮามาสในกาซ่าของอิสราเอลต่อไป

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขกาซ่าที่บริหารงานโดยกลุ่มฮามาส ระบุว่ามีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตมากกว่า 27,000 คน และบาดเจ็บกว่า 66,000 คน

นาบิล โมห์เซน อาบู นาชทัน รัฐมนตรีต่างประเทศเยเมน กล่าวว่า “สิ่งที่เราเห็นคือการรุกราน ยึดครอง เข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และปิดกั้นการขนส่งยาและเวชภัณฑ์ให้กับพี่น้องของเราในกาซ่า ประชาชนชาวเยเมน เตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับการรุกรานนี้และทำทุกอย่างที่ทำได้”

อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการทางทหารเพื่อตอบโต้กลุ่มฮามาสที่โจมตีในดินแดนอิสราเอลเมื่อ 7 ตุลาคมปีก่อน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1,200 คน และจับกุมตัวประกันไป 240 คนในการโจมตีดังกล่าว

เมื่อวันอาทิตย์ นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู กล่าวว่า กองกำลังของกลุ่มฮามาสถูกโค่นล้มถล่มราบไปแล้ว 17 จาก 24 กองกำลังแล้ว และว่า “กองกำลังที่เหลือของฮามาสยังอยู่ทางตอนใต้ของกาซ่าและในเมืองราฟาห์ และเราจะเข้าจัดการกองกำลังเหล่านี้ด้วยเช่นกัน”

อีกด้านหนึ่ง สหรัฐฯ ได้เสริมแรงกดดันทางช่องทางการทูตในวิกฤตความขัดแย้งตะวันออกกลางที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้ ผ่านการเยือนภูมิภาคดังกล่าวของรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แอนโทนี บลิงเคนในช่วงที่ผ่านมา

จุดมุ่งหมายของการเยือนหลายประเทศในตะวันออกกลางของบลิงเคน เพื่อหวังให้มีการขยายกรอบการหยุดยิงรอบใหม่ เพื่อแลกกับการปล่อยตัวประกันของฝั่งฮามาสและนักโทษชาวปาเลสไตน์ที่อยู่ในการควบคุมของอิสราเอล ซึ่งข้อตกลงล่าสุดนี้ยังอยู่ระหว่างการเจรจา

ในเรื่องนี้ ซัลลิแวน กล่าวในรายการ “This Week” ของสถานีโทรทัศน์ ABC ว่า “ประธานาธิบดีได้พยายามอย่างหนักในเรื่องนี้ เขาได้หารือกับผู้นำกาตาร์และอียิปต์ สองประเทศที่เป็นตัวกลางในการเจรจาข้อตกลงนี้ เราได้ติดต่อกับตัวแทนอิสราเอลในประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง และกลุ่มฮามาสจะยินดีที่จะตอบรับข้อเสนอในการพาตัวประกันกลับบ้าน”

อย่างไรก็ตาม ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงรอบใหม่นี้ยังไม่เกิดขึ้นในเวลาอันใกล้และยังไม่สามารถให้กรอบเวลาของข้อตกลงใหม่ได้

ท่าทีของซัลลิแวน มีขึ้นหลังจากสหประชาชาติ ออกโรงเตือนเมื่อวันศุกร์ว่า พื้นที่พรมแดนในเมืองราฟาห์กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาสำหรับผู้พลัดถิ่นชาวปาเลสไตน์ในกาซ่า

  • ที่มา: วีโอเอ

กระดานความเห็น

XS
SM
MD
LG