ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

ประชุมสมัชชาใหญ่ยูเอ็นยิ่งขับเน้นความขัดแย้ง 'สหรัฐฯ-จีน-รัสเซีย'


การประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ หรือ UNGA ครั้งที่ 75 ในสัปดาห์นี้ ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความเห็นที่ขัดแย้งกันของประเทศมหาอำนาจสามประเทศ คือ สหรัฐฯ จีน และรัสเซีย ซึ่งคุกคามความร่วมมือระหว่างประเทศและการตอบสนองต่อการระบาดใหญ่ของโคโรนาไวรัส

ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับจีน เห็นได้ทั้งจากการประชุมสมัชชาใหญ่และการประชุมนอกรอบ โดยในการประชุมนอกรอบของสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติเพื่อหาทางรับมือโควิด-19 เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ นายแอนโตนิโอ กูเตียเรส แสดงความกังวลว่าการระบาดใหญ่ครั้งนี้อาจยิ่งเปิดเผยความตึงเครียดทางภูมิศาสตร์การเมืองโลก

นายกูเตียเรส กล่าวว่า "การระบาดใหญ่ครั้งนี้คือบททดสอบความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งถือว่าประสบความล้มเหลว" และความตึงเครียดยิ่งสามารถเห็นได้ชัดเจนในหมู่สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ เมื่อรัฐมนตรีต่างประเทศของจีนและรัสเซียต่างระบุถึงความเห็นที่แตกต่างกับสหรัฐฯ

UNGA 2020
UNGA 2020

รัฐมนตรีต่างประเทศจีน หวง อี้ กล่าวว่า ในช่วงเวลาท้าทายเช่นนี้ ประเทศใหญ่ ๆ ยิ่งจำเป็นต้องยึดอนาคตของมวลมนุษยชาติมาก่อนเป็นอันดับแรก ล้มเลิกความคิดจากยุคสงครามเย็นและความมีอคติ แล้วก้าวออกมาร่วมมือกันทำงานเพื่อเอาชนะความยากลำบากนี้"

ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เซอร์เก ลาฟรอฟ กล่าวว่า บางประเทศพยายามที่จะโยนความรับผิดชอบต่อปัญหาการระบาดในประเทศตนเองไปให้กับประเทศอื่น และใช้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เพื่อสนับสนุนผลประโยชน์ของตัวเอง และสร้างศัตรูทางการเมืองระหว่างประเทศขึ้นมา

ส่วนทางรัฐมนตรีต่างประเทศของเยอรมนี นีเอลส์ อันเนน ชี้ว่า เราจำเป็นต้องมองไปที่ความร่วมมือในระดับนานาชาติมากกว่ามองแต่ประเทศของตัวเองประเทศเดียว เพราะหากหนึ่งประเทศล้มเหลว ทุกประเทศก็จะล้มเหลวด้วย

UN General Assembly Security Council
UN General Assembly Security Council

อย่างไรก็ตาม ทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ เคลลี คราฟท์ กล่าวตอบโต้ว่า เป็นเรื่องน่าละอายที่ประเทศเหล่านี้มัวแต่มองในเรื่องของความบาดหมางทางการเมือง พร้อมเน้นย้ำในจุดยืนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ว่าจีนควรรับผิดชอบในฐานะที่เป็นประเทศแรกที่เริ่มมีการระบาดของโควิด-19 แต่กลับเพิกเฉยและขาดความโปร่งใสในด้านสาธารณสุข และว่า "ความจริงข้อนี้ถือเป็นปัญหาสำคัญแก่ทุกประเทศที่กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อเอาชนะโควิด-19 และป้องกันไม่ให้เกิดโรคระบาดใหญ่อีกในอนาคต"

แต่ทูตจีนประจำสหประชาชาติ จาง จุ้น ตอบโต้กลับว่า แม้ว่าจีนเป็นประเทศแรกที่ถูกไวรัสโจมตี แต่ก็ได้พยายามเสียสละอย่างมากเพื่อตอบสนองต่อการระบาดในระดับโลก ในขณะที่สหรัฐฯ กลับล้มเหลวในการรับมือโควิด-19 ภายในประเทศตัวเอง จนทำให้มีผู้ติดเชื้อเกือบ 7 ล้านคน และเสียชีวิตกว่า 200,000 คน ซึ่งล้วนเป็นความผิดของสหรัฐฯ เอง

ก่อนหน้านี้ในวันอังคาร ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ด้วยสุนทรพจน์ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลปักกิ่ง โดยโจมตีจีนกรณีการรับมือการระบาดของโคโรนาไวรัส โดยใช้คำว่า “ไวรัสจีน” และการที่องค์การอนามัยโลก (WHO) มีความใกล้ชิดกับจีนมากเกินไป

ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวในคลิปที่อัดไว้ล่วงหน้าว่า WHO และจีน คือผู้ที่ทำผิดพลาดจากการที่ไม่ดำเนินการอย่างเพียงพอเพื่อหยุดยั้งการระบาดตั้งแต่ช่วงต้น ๆ และผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าจีนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตน

ขณะที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวที่การประชุม UNGA ในวันอังคารเช่นกัน​ว่า รัฐบาลกรุงปักกิ่งไม่มีความจงใจที่จะต่อสู้ ใน “สงครามเย็นหรือสงครามร้อน” กับประเทศใด และไม่ต้องการอยู่ในเกมส์ที่เมื่อฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์อีกฝ่ายหนึ่งจะเสียประโยชน์

XS
SM
MD
LG