ลิ้งค์เชื่อมต่อ

หลังคนรวยจัดมั่งคั่งขึ้นในปี 2020 – ถึงเวลารับผลกระทบจากส้มหล่นของโควิด


Dollar Bill Zoom

ในช่วงปี 2020 ขณะที่ผู้คนและเศรษฐกิจทั่วโลกตกอยู่ในภาวะปั่นป่วนหนักที่สุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มา เพราะการระบาดใหญ่ของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ บรรดามหาเศรษฐีทั้งหลายกลับเป็นคนกลุ่มเดียวที่สวนกระแสและเพิ่มความมั่งคั่งของตนขึ้นจนถึงระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

แต่ในปีนี้ ผู้ที่ได้อานิสงก์จากสภาพเศรษฐกิจถดถอยในปีที่แล้วเริ่มต้องรู้สึกกดดันและเร่งหาทางจัดการกับความมั่งคงที่ล้นเหลือของแต่ละคน เพื่อรักษาและรวบรวมทรัพย์สินที่มีอยู่มากมายไม่ให้สูญหาย ในช่วงที่ทั่วทั้งโลกยังพยายามหาทางออกจากก้นบึ้งของความมืดหม่นทางเศรษฐกิจอยู่

สำนักข่าว รอยเตอร์ส รายงานความเห็นของ มอร์ริส เพิร์ล อดีตผู้บริหารบริษัท BlackRock และเป็นประธานกลุ่ม Patriotic Billionaires ซึ่งเชื่อว่า ผู้ที่มีฐานะร่ำรวยมหาศาลน่าจะมีส่วนร่วมมากขึ้นในการลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน ที่ระบุว่า แม้ตลาดหุ้นทั่วโลกติดลบหนักเมื่อช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่พอร์ตการลงทุนของตนฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติภายในเดือนกรกฎาคมของปีที่แล้ว และนับตั้งแต่ต้นปีนี้มา ตัวเลขในพอร์ตของตนมีแต่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

เพิร์ล กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่า ปัญหาพื้นฐานของภาวะเศรษฐกิจสังคมโลกในเวลานี้คือ ค่าความเหลื่อมล้ำรวม (Gross Inequality) ในปัจจุบันนี้กำลังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

รอยเตอร์ส เปิดเผยด้วยว่า การสัมภาษณ์เศรษฐีและมหาเศรษฐีจำนวน 7 คน รวมทั้งที่ปรึกษาของผู้ร่ำรวยกว่า 20 คน พบว่า ผู้มีฐานะมั่งคั่งทั้งหลายกำลังร่วมกันถกแผนการจัดการทรัพย์สินของตนอยู่ ซึ่งมีตั้งแต่ การจัดสรรเงินเพื่องานการกุศล ไปจนถึงย้ายเงินและธุรกิจเข้าไปฝากไว้ในกองทุนทรัสต์ (Trust Fund) เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญที่เรียกว่า ทรัสตี (Trustee) บริหารให้แทน หรือแม้แต่การย้ายถิ่นฐานไปอยู่ประเทศหรือรัฐอื่นที่มีนโยบายภาษีที่น่าสนใจกว่า เป็นต้น

ร็อบ วีเบอร์ ซีอีโอ ของ Tiedemann Constatia บริษัทจัดการความมั่งคั่งจากสวิตเซอร์แลนด์ ให้ความเห็นว่า สถานการณ์เช่นนั้นแสดงให้เห็นว่า บรรดาคนรวยทั้งหลายเริ่มได้รับสัญญาณว่าจะต้องมีเหตุควักกระเป๋าหนักในเร็วๆ นี้แล้ว ดังเช่นลูกค้าบางรายของบริษัทที่เริ่มพิจารณาขายสินทรัพย์สำคัญๆ ของตน ซึ่งรวมถึงธุรกิจบางประเภท ก่อนที่จะมีการเพิ่มอัตราภาษี

ในสหรัฐฯ หลังประธานาธิบดี โจ ไบเดน รับหน้าที่บริหารประเทศ หลายคนเริ่มคาดการณ์แล้วว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันจะดำเนินการปรับเพิ่มอัตราภาษีที่เรียกเก็บจากคนรวยตามที่ประกาศไว้ในนโยบายหาเสียงอย่างแน่นอน ทำให้ผู้มีอันจะกินทั้งหลายเริ่มหันมาจัดตั้งกองทุนทรัสต์กันมากมาย ตามข้อมูลที่รอยเตอร์สได้มาจากการสัมภาษณ์ผู้จัดการความมั่งคั่งหลายราย

ทั้งนี้ การจัดตั้งกองทุนทรัสต์ในสหรัฐฯ เป็นทางเลือกที่ทำให้มหาเศรษฐีผู้ก่อตั้ง สามารถส่งต่อทรัพย์สินที่จัดการภายใต้กองทุน ต่อไปยังลูกหลานและญาติ ได้โดยไม่ต้องเสียภาษี หากมูลค่ารวมไม่เกิน 11.7 ล้านดอลลาร์ต่อคน ตามฐานภาษีในปัจจุบัน

ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ปธน.ไบเดน เสนอให้มีการปรับตัวเลขดังกล่าวให้กลับคืนฐานภาษีในปี ค.ศ. 2009 ซึ่งก็คือ 3.5 ล้านดอลลาร์

Traders wearing protective masks to prevent the spread of the coronavirus work beside an electronic board showing morning market summaries at the Philippine Stock Exchange in Taguig, Philippines, Wednesday, Nov. 4, 2020, as investors await for…
Traders wearing protective masks to prevent the spread of the coronavirus work beside an electronic board showing morning market summaries at the Philippine Stock Exchange in Taguig, Philippines, Wednesday, Nov. 4, 2020, as investors await for…

เพิ่มความมั่งคั่งด้วยไหวพริบทันสถานการณ์

เกือบ 2 ใน 3 ของอภิมหาเศรษฐีทั่วโลกกอบโกยความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2020 ตามข้อมูลของนิตยสารฟอร์บส ผู้ที่ร่ำรวยมากที่สุดในปีที่ผ่านมานั้น รวยถึงระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ด้วยแรงหนุนมูลค่าล้านล้านดอลลาร์ จากเงินช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ส่งมาจากผู้กำหนดนโยบายในแต่ละประเทศเสียเอง

นิตยสารฟอร์บส ที่ติดตามบุคคลร่ำรวยและเปิดเผยข้อมูลของพวกเขาต่อสาธารณชนมาโดยตลอด ประเมินว่า เหล่าเศรษฐีพันล้าน ร่ำรวยขึ้นราว 20 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2020 ที่ผ่านมา

แมกซิมิเลียน คุนเคล หัวหน้าฝ่ายการลงทุนธุรกิจครอบครัวจากธนาคาร UBS มองว่า ความร่ำรวยไม่ได้มาเพราะโชคช่วยแต่อย่างเดียว เพราะมหาเศรษฐีเหล่านี้ ต่างเพลิดเพลินกับโอกาสการลงทุนที่มากกว่านักลงทุนรายย่อยทั่วไป และมีทุนหนาพอสำหรับการทุ่มเงินลงทุนท่ามกลางความเสี่ยงสูงในตลาดตราสารอนุพันธ์ และคนกลุ่มนี้คิดไวทำไวในการฉกฉวยโอกาสในจังหวะที่ตลาดการเงินอยู่ในสภาวะไม่ปกติเช่นนี้

เจสัน เคน Cain นักวางแผนการเงินจาก Boston Private มองว่า ในระหว่างที่รัฐบาลทั่วโลก กำลังสู้รบกับปัญหาภาระหนี้ภาครัฐและความไม่สงบในสังคม เหล่าอภิมหาเศรษฐีกลับโฟกัสอยู่กับความมั่งคั่งที่กำลังงอกงามในตอนนี้ และใช้จังหวะนี้เร่งเทเงินทุนและย้ายธุรกิจไปยังกองทุนทรัสต์ของลูกหลานเพื่อผลประโยชน์ทางภาษี และเป็นแนวโน้มการลงทุนของมหาเศรษฐีในยุคโควิดระบาดช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมา จากที่ราว 75-80 เปอร์เซ็นต์ ของครอบครัวคนมั่งคั่งที่เข้ามาปรึกษาทางการเงิน เห็นตรงกันว่านี่คือนาทีทองและต้องทำอะไรสักอย่างกับโอกาสนี้

Hamptons Have Nots
Hamptons Have Nots

มหาเศรษฐีคิดหนัก-หลบโควิดไปพักที่ใดถึงจะดี

ขณะเดียวกัน ผู้มีฐานะร่ำรวยอีกหลายรายทั่วโลกพิจารณาที่จะทำการย้ายถิ่นฐานตนเองไปอยู่ที่อื่นที่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่สบายกระเป๋ากว่า และต้อนรับมหาเศรษฐีอบอุ่นกว่า

บาบัค ดาสท์มัลท์ชิ หัวหน้าส่วนงานกลยุทธ์ลูกค้าของธนาคาร Credit Suisse บอกกับผู้สื่อข่าวว่า บรรดาคนรวยที่ว่านี้ยอมรับว่าในโลกปัจจุบันที่มีความโปร่งใสมากขึ้นเรื่อยๆ การจะอยู่ที่เดิมและหาทางหลบเลี่ยงภาษีนั้น ไม่น่าจะทำได้ง่ายๆ ดังนั้น การย้ายไปอยู่ที่ใหม่ ที่มีระบบกฎหมายที่เหมาะสมกับความต้องการ ทั้งยังโปร่งใส เปิดกว้าง และได้รับการยอมรับจากทั่วโลก เช่น สวิตเซอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก และสิงคโปร์ น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า

รอยเตอร์ส รายงานด้วยว่า Henley & Partners ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษาด้านถิ่นที่อยู่และสัญชาติ ในกรุงลอนดอน เปิดเผยว่า จำนวนข้อสอบถามจากลูกค้าระดับมหาเศรษฐี เกี่ยวกับคำแนะนำสำหรับการย้ายถิ่นฐานในช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด-19 นั้นพุ่งสู่งขึ้นอย่างมาก โดยสถิติการติดต่อจากลูกค้าในสหรัฐฯ ในปีที่แล้วเพิ่มขึ้นถึง 206 เปอร์เซ็นต์ จากเมื่อปี ค.ศ. 2019 ขณะที่ ลูกค้าจากบราซิลเพิ่มขึ้น 156 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงเวลาเดียวกัน เป็นต้น

นอกจากนั้น ความกลัวว่าบริการสาธารณะต่างๆ ในประเทศอุบัติใหม่ที่เริ่มติดขัดเพราะโควิด-19 จะนำไปสู่ความไม่สงบในประเทศ ยังทำให้ผู้คนที่อายุยังไม่มากและเป็นสมาชิกครอบครัวที่ร่ำรวย เร่งหาทางย้ายไปอยู่ประเทศอื่นกันอย่างมากมายเช่นกัน

ซินดี้ ออสเตรเจอ ผู้อำนวยการด้านงานภาษีจาก Clarfeld Citizens Private Wealth บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เธอพบว่า ลูกค้าระดับอภิมหาเศรษฐีจำนวนไม่น้อยเริ่มย้ายออกจากมหานครนิวยอร์กซิตี ไปอยู่ตามเมืองตากอากาศ เช่น แฮมพ์ตัน มากขึ้น เพื่อหลบหนีสถานการณ์การระบาดอันรุนแรง และเพื่อจะได้จ่ายภาษีน้อยลงด้วย

ส่วน คริสตี้ แฮนสัน จากบริษัทที่ปรึกษาการลงทุน NEPC ที่มีสำนักงานสาขาทั่วสหรัฐฯ กล่าวว่า ผู้มีฐานะร่ำรวยจำนวนมากยังพิจารณาย้ายถิ่นฐานไปยังรัฐที่มีอัตราภาษีต่ำ เช่น เท็กซัส ฟลอริดา และวอชิงตัน เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

Tax Return
Tax Return

เมื่อความไม่เท่าเทียมกันในสังคม บีบเศรษฐีให้ใจบุญสุนทานมากขึ้น

ในระหว่างที่นานาประเทศกำลังรับมือกับวิกฤตโควิด-19 นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกต่างกังวลถึงปัญหาใหญ่ที่คืบคลานเข้ามา นั่นคือ ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนร่ำรวยกับความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจโดยรวม

เมื่อต้นเดือนมีนาคม ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีอเมริกา เพิ่มขึ้น 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นเกือบครึ่งหนึ่ง นับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19 ตามข้อมูลของสถาบัน Institute for Policy Studies and Americans for Tax Fairness นั่นเท่ากับว่าอภิมหาเศรษฐีอเมริกันร่ำรวยขึ้นถึง 4.2 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 5 ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ หรือ จีดีพี ของสหรัฐฯ เมื่อปี 2020 ที่ผ่านมา และยังมากกว่าความมั่งคั่งของชาวอเมริกันกลุ่มรายได้น้อยครึ่งประเทศมารวมกันถึงเท่าตัว

อีกด้านหนึ่งในมุมมองของ จูดี้ สปาลท์ฮอฟฟ์ หัวหน้าฝ่าย family advisory and philanthropy services จากธนาคาร UBS พบว่า วิกฤตโควิด-19 ทำให้คนร่ำรวยถูกจับตามองถึงการตอบแทนคืนแก่สังคมในด้านต่างๆมากขึ้น ท่ามกลางประเด็นทางสังคมมากมาย คนรุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำและความอยุติธรรมทางสังคมมากขึ้นในวงกว้าง ไม่เว้นแม้แต่คนรุ่นใหม่ที่อยู่ในฟองสบู่แห่งความมั่งคั่ง และนั่นนำไปสู่การจัดตั้งมูลนิธิของคนร่ำรวยเพื่อช่วยเหลือสังคมมากขึ้น จากที่เมื่อปีที่แล้ว กองทุนที่สนับสนุนโครงการ Action Against Hunger ได้รับบริจาคเพิ่มขึ้นถึง 74 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม แกรี สตีเวนสัน นักเศรษฐศาสตร์และอดีตเทรดเดอร์ (Trader) จาก Citibank กลับมองว่า การจัดการกับปัญหาความเหลื่อมล้ำ ต้องรวมเรื่องภาษีความมั่งคั่งเข้าไปในสมการนี้ด้วย เพราะตอนนี้เราอยู่ในสถานการณ์ที่เศรษฐีพันล้านมักจ่ายภาษีต่ำกว่าพนักงานปกติทั่วไป และเขาไม่คิดว่าการมุ่งเน้นจัดการหักภาษีเงินได้ของคนร่ำรวยอย่างเดียวคงไม่พอ แต่ต้องเข้าไปปฏิรูประบบภาษีที่เกี่ยวเนื่องกับสินทรัพย์และความมั่งคั่งของพวกเขาทั้งระบบด้วย

XS
SM
MD
LG