ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

ศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินยืนตามรัฐบาลทรัมป์ กรณีส่งตัวผู้อพยพกลับประเทศ


FILE - People seeking asylum in the United States wait at the border crossing bridge in Tijuana, Mexico, just across the border from San Diego.

ตุลาการศาลสูงสหรัฐฯ มีคำตัดสินในวันพฤหัสบดีว่า รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถส่งตัวผู้อพยพบางส่วนกลับประเทศได้ โดยไม่จำเป็นต้องอนุญาตให้ผู้อพยพที่ขอลี้ภัยในอเมริกาเหล่านั้นสามารถยื่นคำร้องต่อศาลของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ก่อน

ตุลาการศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินด้วยคะแนนเสียง 7-2 ว่าผู้อพยพที่ถูกจับบริเวณพรมแดนสหรัฐฯ และไม่ผ่านการคัดกรองสถานะผู้ลี้ภัยในเบื้องต้น จะสามารถถูกส่งตัวออกนอกประเทศได้ทันที

คำตัดสินนี้มีขึ้นจากคำร้องในคดีที่ชายผู้หนึ่งซึ่งเป็นชาวทมิฬจากศรีลังกาถูกจับได้ที่บริเวณพรมแดนสหรัฐฯ ติดกับเม็กซิโก และเขาไม่สามารถพิสูจน์กับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้ว่าเขาจะมีอันตรายหากถูกส่งตัวกลับไปศรีลังกา ทำให้เขาตกอยู่ในสถานะถูกส่งตัวออกนอกประเทศอย่างเร่งด่วน

เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ดูแลคดีนี้ ระบุว่า การพิจารณาคดีของนายวิจายาคูมาร์ ธุราอิสสีเกียม ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจสอบการกล่าวอ้างสถานะผู้ลี้ภัยอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งนำไปสู่การส่งตัวผู้ที่กล่าวอ้างนั้นออกนอกประเทศอย่างเร่งด่วน

และว่า มากกว่า 75% ของผู้ที่ขอสถานะผู้ลี้ภัยในสหรัฐฯ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ล้วนผ่านการคัดกรองในเบื้องต้นก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบขั้นต่อไป

ตั้งแต่ปี ค.ศ.2014 เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ สามารถส่งตัวผู้อพยพที่ถูกจับกุมภายในระยะทาง 100 ไมล์จากพรมแดนสหรัฐฯ และภายใน 14 วันที่ลักลอบเข้าประเทศ ออกไปจากสหรัฐฯ ได้ทันที

แต่รัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการให้ปรับแก้กฎเกณฑ์นี้เพื่อให้สามารถจับกุมผู้อพยพได้ทุกที่ภายในประเทศ และภายในระยะเวลา 2 ปีที่เข้ามาในสหรัฐฯ แล้ว โดยที่ยังสามารถส่งตัวผู้อพยพกลุ่มนี้ออกนอกประเทศได้ทันทีเช่นกัน

และเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์ยังได้ตีพิมพ์กฎเกณฑ์ใหม่ที่จะทำให้ชาวต่างชาติขอสถานะผู้ลี้ภัยในสหรัฐฯ ได้ยากขึ้น โดยขณะนี้อยู่ในช่วงรับฟังประชามติเป็นเวลา 30 วัน ก่อนที่จะมีผลบังคับใช้

สหประชาชาติชี้ว่า สหรัฐฯ กลายเป็นประเทศจุดหมายปลายทางอันดับ 1 สำหรับผู้ลี้ภัยทั่วโลกเมื่อปี ค.ศ. 2017 ส่วนใหญ่เป็นชาวเม็กซิกันและจากประเทศในแถบอเมริกากลางและอเมริกาใต้

XS
SM
MD
LG