ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

ข่าวเรื่องผู้หญิงถูกข่มขืนมักเป็นเรื่องพาดหัวครึกโครมแต่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ใช่เป็นครั้งคราวเท่านั้น


การรายงานข่าวเรื่องผู้หญิงหรือเด็กหญิงถูกข่มขืนมักจะเป็นเรื่องพาดหัวครึกโครม เช่นกรณีนักศึกษาหญิงชาวอินเดียที่ถูกรุมข่มขืนและถูกทำร้ายจนเสียชีวิตเมื่อไม่นานมานี้ หรือเด็กหญิงวัยรุ่นในแอฟริกาใต้ที่ประสบภัยในลักษณะเดียวกันในเดือนกุมภาพันธ์ และเด็กหญิงชาวอินเดียอายุเพียง 4 ขวบที่ถูกข่มขืนและเสียชีวิตในเดือนที่แล้ว

แต่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสตรีศึกษาสองคนแสดงความเห็นในบทบรรณาธิการที่ตีพิมพ์ในวารสาร Public Health ว่า รายงานของสื่อในเรื่องอย่างนี้ ไม่สะท้อนให้เห็นอย่างถูกต้องว่า ปัญหาเรื่องผู้หญิงถูกข่มขืน เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายทั่วไป ตลอดเวลา ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวเท่านั้น

ตัวเลขของธนาคารโลกระบุว่า ผู้หญิงอายุระหว่าง 15 ถึง 44 ปี มีความเสี่ยงที่จะถูกข่มขืนหรือประสบความรุนแรงในครอบครัวมากกว่าจะเป็นโรคมะเร็ง ประสบอุบัติเหตุรถยนต์ ตกอยู่ในสภาพสงคราม หรือเป็นไข้จับสั่นหรือมาเลเรีย

นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องสตรีศึกษาสองคน ดร. Janice Du Mont แห่ง Women’s College Research Institute ในนคร Toronto และ ดร. Deborah White ของมหาวิทยาลัย Trent ประเทศแคนาดา ซึ่งร่วมกันเขียนบทบรรณาธิการ Sexual Violence: what does it take for the world to care about women? หรือ ความรุนแรงทางเพศ ทำอย่างไรโลกจึงจะให้ความสนใจกับผู้หญิง ลงในวารสาร Public Health บอกว่า เรื่องการข่มขืน มิได้จำกัดอยู่แต่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง วัฒนธรรมหนึ่งใด หรือกลุ่มผู้มีสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ หากแต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทั่วไปและตลอดเวลา

ดร. Janice Du Mont บอกว่า ที่เป็นเช่นนี้ เพราะการข่มขืนเป็นเรื่องของการใช้อำนาจและการควบคุมบุคคลอีกผู้หนึ่ง ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ แต่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจในทางที่ผิดและการควบคุม

รายงานของสหประชาชาติกล่าวว่า การข่มขืนยังถูกนำมาใช้เป็นอาวุธสงครามด้วย และว่าผู้หญิงในสาธารณรัฐคองโกนับแสนๆคนถูกทำร้ายทางเพศ และในการสังหารล้างผลาญเผ่าพันธุ์ในรวันดาในปี ค.ศ. 1994 คาดว่าผู้หญิงมากถึงห้าแสนคนอาจถูกข่มขืน และในระหว่างสงครามในบอสเนีย ผู้หญิงราวๆห้าหมื่นคนอาจถูกข่มขืน

แต่ดร. Janice Du Mont บอกว่า สื่อสนใจกับเรื่องที่สร้างความครึกโครมระทึกใจ อย่างการรุมข่มขืนมากกว่า นักวิชาการผู้นี้บอกว่า ในโลกของความเป็นจริง ผู้หญิงมักถูกข่มขืนในที่ลับโดยผู้ชายคนเดียว ซึ่งเป็นคนที่รู้จัก เช่น สามี แฟน หรือสมาชิกในครอบครัว เพื่อน เพื่อนบ้าน หรือคนที่คุ้นเคยกัน ซึ่งเรื่องอย่างนี้ นอกจากผู้รับเคราะห์จะไม่ค่อยแจ้งเจ้าหน้าที่รักษากฎหมายแล้ว สื่อยังเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีค่าของความเป็นข่าวอีกด้วย

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสตรีศึกษาผู้นี้กล่าวว่า ประเด็นที่ต้องการจะเน้นย้ำ คือการข่มขืนในรูปแบบที่ไม่มีค่าของความเป็นข่าวนี้ กลับเป็นภาระต่อตัวบุคคลและต่อสังคมอย่างใหญ่หลวง โดยมีผลกระทบในทันทีและที่ยืดเยื้อออกไป นอกจากความเจ็บปวดแล้ว ยังอาจตั้งครรภ์ขึ้นมา ติดเชื้อโรคทางเพศ เกิดปัญหาทางจิตวิทยา และเป็นภาระต่อระบบการรักษาพยาบาลทั้งทางร่างกายและจิตใจ และต่อการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในบางประเทศผู้หญิงที่ถูกข่มขืนอาจถูกบังคับให้แต่งงานกับผู้ที่ทำร้ายตน หรือถูกสังหารเพื่อรักษาเกียรติยศของครอบครัว

นักวิชาการผู้นี้ให้ความเห็นต่อไปว่า ความโง่เขลา มายาคติ และตราบาปเกี่ยวกับผู้หญิงทำให้ปัญหาเลวร้ายยิ่งขึ้นไปอีก และว่า ท่าทีในเชิงลบและความคิดดั้งเดิมของสังคมเกี่ยวกับผู้หญิงที่ถูกข่มขืน และการข่มขืนโดยทั่วไปที่ว่า ผู้หญิงทำตัวไม่เหมาะสม จึงสมควรถูกข่มขืน เป็นเรื่องที่จะต้องท้าทายกัน เพราะความคิดอย่างนี้ ลงโทษผู้หญิง ไม่ได้ลงโทษผู้ชายที่เป็นผู้ข่มขืนและดูถูกผู้หญิง

ในขณะเดียวกัน ดร. Shannon Sampert แห่งมหาวิทยาลัย Winnipeg ในแคนาดา ให้ความเห็นว่า นักข่าวก็ถูกอิทธิพลของมายาคติและทัศนคติของสังคมชักจูงได้ด้วยเช่นกัน

บทบรรณาธิการนี้ เสนอแนะส่งท้ายไว้ว่า ผู้ที่ทำงานทางด้านสุขภาพอนามัยของผู้หญิงมีความรับผิดชอบที่จะต้องช่วยให้นักข่าวได้เข้าใจถึงลักษณะที่แท้จริง และผลพวงที่เกิดขึ้นตามมาจากความรุนแรงทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นทางจิตใจ ทางร่างกาย หรือทางสังคมและเศรษฐกิจ
XS
SM
MD
LG