ลิ้งค์เชื่อมต่อ

ทำไมนโยบายจำกัดผู้ลี้ภัยที่ชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก จึงกลายมาเป็นประเด็นร้อน


ปธน.โจ ไบเดน ประกาศคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อกระชับมาตรการตรวจคนเข้าเมืองที่ชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก ที่ทำเนียบขาว กรุงวอชิงตัน เมื่อ 4 มิ.ย. 2567 (Reuters)
ปธน.โจ ไบเดน ประกาศคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อกระชับมาตรการตรวจคนเข้าเมืองที่ชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก ที่ทำเนียบขาว กรุงวอชิงตัน เมื่อ 4 มิ.ย. 2567 (Reuters)

ภายใต้คำสั่งบริหารของผู้นำสหรัฐฯ ที่ออกมาในวันอังคารมีเนื้อหาจำกัดคุณสมบัติของผู้ที่ต้องการยื่นเรื่องขอสถานภาพผู้ลี้ภัย ณ จุดผ่านแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก สำหรับผู้ที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ โดยไม่มีเอกสารอนุญาตหรือโดยผิดกฎหมายจะไม่มีสิทธิ์ขอสถานภาพผู้ลี้ภัย เว้นแต่สามารถแสดงเหตุผลที่มีน้ำหนักมากเป็นพิเศษว่า ทำไมจึงควรได้รับอนุญาตให้เข้ามาพักอาศัยในสหรัฐฯ ได้

ทั้งนี้ ปธน.ไบเดน กล่าวที่ทำเนียบขาวว่า “แผนงานเหล่านี้จะไม่ได้แก้ปัญหาระบบตรวจคนเข้าเมืองของเรา แต่มาตรการทั้งหมดนี้สามารถช่วยเราได้อย่างมากในการจัดการกับสิ่งที่เป็นความท้าทายอันแสนยุ่งยากนี้”

ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการจำกัดผู้ลี้ภัยระยะสั้นนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อตัวเลขค่าเฉลี่ยต่อวันของคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายที่จุดผ่านแดนดังกล่าวสูงเกินค่าเฉลี่ย 2,500 คน และจะมีการระงับใช้มาตรการนี้เมื่อตัวเลขเฉลี่ยต่อวันลดลงต่ำกว่า 1,500 คน

ในความเป็นจริง มาตรการนี้เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อมีการประกาศออกมาแล้ว โดยรายการ ซีบีเอส นิวส์ (CBS News) รายงานข้อมูลชุดแรกออกมาว่า ทีมตำรวจตระเวณชายแดนสหรัฐฯ (U.S. Border Patrol) บันทึกการจับกุมผู้อพยพได้ถึง 3,000 คนเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา ขณะที่ ตัวเลขเฉลี่ยรายวันในช่วง 21 วันแรกของเดือนพฤษภาคมนั้นอยู่ที่ 3,700 คนต่อวัน

ใครได้รับผลกระทบบ้าง

ทุกคนที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ โดยผิดกฎหมายที่จุดผ่านแดนทั้งหมดทางภาคใต้ของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นคน ๆ นั้นจะถือสัญชาติใดก็ตาม

ขณะที่ มาตรการจำกัดนี้มีผลบังคับใช้อยู่ ผู้อพยพเข้าเมืองผ่านจุดข้ามแดนด้านใต้ของสหรัฐฯ ที่เข้าสู่กระบวนการนำตัวออกนอกประเทศอย่างเร่งด่วน จะต้องเข้าสู่ขั้นตอนการคัดกรองหาเหตุผลอันน่าเชื่อถือว่า คนผู้นั้นจะมีภัยในประเทศบ้านเกิดจนต้องมาขอลี้ภัยที่สหรัฐฯ โดยเจ้าหน้าที่คัดกรองจะตรวจสอบผู้อพยพนั้น ๆ สามารถแสดงความกลัวที่ต้องกลับไปที่ประเทศของตน ซึ่งก็คือ “ความกลัวการถูกประหัตประหารหรือการถูกทรมาน” หรือ ความตั้งใจที่จะยื่นเรื่องของสถานภาพผู้ลี้ภัย ตามคำอธิบายของเจ้าหน้าที่ของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ

นักเคลื่อนไหวด้านการอพยพเข้าเมืองให้ความเห็นว่า มาตรการชุดนี้เป็นเหมือน “บททดสอบการตะโกนเปล่งเสียง” (shout test)

เอมี ฟิชเชอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและผู้อพยพจาก Amnesty International USA บอกกับ วีโอเอ ว่า “ถ้าคุณสามารถร้องตะโกนและเรียกร้องขอเป็นผู้ลี้ภัยได้ คุณก็อาจสามารถได้รับอนุญาตผ่านเข้าประเทศได้ แต่สิ่งที่เรารู้มาก็คือว่า หลายคนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ พวกเขาไม่ได้รู้อยู่เสมอว่า นั่นคือเงื่อนไขที่จะต้องทำเพื่อให้ตนเองปลอดภัย”

ในส่วนของการนำตัวผู้อพยพเข้าสหรัฐฯ ออกนอกประเทศนั้น เจ้าหน้าที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิรายหนึ่ง บอกกับผู้สื่อข่าวว่า “[มาตรการเหล่านี้] จะนำไปใช้กับทั้งผู้คนที่มาจากซีกโลกเดียวกับเรา และผู้อพยพจากซีกโลกตะวันออก สำหรับกรณีการส่งตัวกลับผ่านเม็กซิโกนั้น เราจะเดินหน้าส่งตัวชาวคิวบา ชาวเฮติ ชาวนิคารากัวและชาวเวเนซุเอลา กลับไปดังที่เราได้เตรียมการไว้ก่อนหน้านี้”

ข้อยกเว้น

ผู้อพยพเข้าเมืองบางส่วนได้รับการยกเว้นจากมาตรการจำกัดเหล่านี้ ซึ่งรวมความถึงเด็ก ๆ ที่เดินทางมาโดยไม่มีผู้ใหญ่ดูแล เหยื่อของขบวนการลักลอบค้ามนุษย์ ผู้อพยพที่ต้องการบริการการแพทย์ฉุกเฉิน และผู้ที่มีวีซ่าที่ยังใช้งานได้หรือเอกสารอนุญาตอื่น ๆ ให้เข้าสหรัฐฯ ได้

ขณะเดียวกัน ผู้ที่ใช้ช่องทางเข้าประเทศที่ถูกกฎหมาย เช่น แอปพลิเคชัน CBP One ของสำนักงานศุลกากรและการป้องกันชายแดนของสหรัฐฯ หรือ ช่องทางอื่นใดที่ใช้งานได้ จะไม่ได้รับผลกระทบจากแนวทางปฏิบัตินี้

ผลสืบเนื่อง

ผู้ที่เดินทางข้ามแดนเข้าสหรัฐฯ โดยผิดกฎหมาย เมื่อมีการบังคับใช้มาตรการจำกัดแล้วและไม่สามารถพิสูจน์ให้น่าเชื่อถือว่า ตนมีความเสี่ยงจะถูกประหัตประหารหรือถูกทรมานในประเทศของตนได้ จะ “ถูกนำตัวออกนอกประเทศทันที และจะถูกสั่งห้ามกลับเข้ามา(สหรัฐฯ) เป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปีและยังอาจถูกดำเนินคดีทางอาญาด้วย” ตามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่รายหนึ่งของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ

ทำไมถึงเพิ่งประกาศใช้ในเวลานี้

เจ้าหน้าที่จากกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ และกระทรวงยุติธรรม บอกกับผู้สื่อข่าวว่า มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินมาตรการจำกัดเหล่านี้เพราะฤดูร้อนที่กำลังจะมาถึง ซึ่งเป็นช่วงที่จำนวนผู้อพยพที่หลั่งไหลเข้ามาจะเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย

นอกจากนั้น การยกระดับนโยบายด้านความปลอดภัยตามแนวชายแดนให้เข้มข้นขึ้นครั้งนี้เป็นการตอบสนองต่อความกังวลของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งชาวสหรัฐฯ ที่เพิ่มสูงขึ้นสำหรับปัญหาการอพยพเข้าเมือง ก่อนจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อมาตรการนี้

สมาชิกสภาคองเกรสสังกัดพรรครีพับลิกันบางรายกล่าวว่า ปธน.ไบเดน ออกคำสั่งนี้เพราะว่าจะมีการเลือกตั้งในปลายปีนี้

สว. มิตช์ เเม็คคอนเเนลล์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกัน กล่าวระหว่างร่วมประชุมสมาชิกสภาสูงว่า “เหลือเวลาไม่กี่เดือนก่อนการเลือกตั้ง ประธานาธิบดี(ไบเดน) หวังว่า การออกคำสั่งฝ่ายบริหารนี้จะแสดงให้เห็นว่า ตัวเขาสนใจวิกฤตนี้และพยายามแก้ไขสถานการณ์อยู่”

นักเคลื่อนไหวด้านการอพยพเข้าเมืองเป็นอีกกลุ่มที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์มาตรการเหล่านี้อย่างหนัก โดยเรียกเรื่องนี้ว่า เป็น “การรวบยอดชำแหละ” การคุ้มครองผู้ลี้ภัย

เอมี ฟิชเชอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและผู้อพยพจาก Amnesty International USA กล่าวว่า คำสั่งฝ่ายบริหารนี้จะทำให้จำนวนคนยื่นเรื่องของสถานภาพผู้ลี้ภัยเพิ่มมากขึ้นและยังจะทำให้คนจำนวนมากไม่สามารถอธิบายเหตุผลประกอบคำร้องของตนได้อย่างชัดเจน

ภาพผู้อพยพชาวจีนที่ชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก เมื่อ 8 พ.ค. 2567 (AP)
ภาพผู้อพยพชาวจีนที่ชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก เมื่อ 8 พ.ค. 2567 (AP)

ฟิชเชอร์ ระบุว่า “[มาตรการเหล่านี้]ไม่ได้จะแยกกลุ่มคนที่มาพร้อมคำกล่าวอ้างที่ไม่หนักแน่นพอหรือที่เป็นเท็จเพื่อขอสถานภาพผู้ลี้ภัยออกมาได้เลย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การแยกกลุ่มคนที่มีความเปราะบางที่สุดออกไปต่างหาก”

ทั้งนี้ องค์กร American Civil Liberties Union (ACLU) ซึ่งเป็นเอ็นจีโอที่ตั้งอยู่ในกรุงวอชิงตัน เปิดเผยว่า ทางกลุ่มจะยื่นเรื่องฟ้องศาลเกี่ยวกับมาตรการจำกัดเหล่านี้

ลี เกอเลินท์ รองผู้อำนวยการโครงการสิทธิผู้อพยพ ของ ACLU ระบุในอีเมลที่ส่งถึงผู้สื่อข่าวว่า “เราตั้งใจที่จะท้าทายคำสั่งนี้ในชั้นศาล เมื่อตอนทรัมป์ออกคำสั่ง(คล้าย ๆ กัน) มันก็เป็นเรื่องผิดกฎหมาย และมันก็ไม่ได้ผิดกฎหมายน้อยลงเลยในตอนนี้”

แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลปธน.ไบเดนไม่เห็นด้วยกับจุดนี้ และกล่าวว่า สหรัฐฯ จะเดินหน้าปฏิบัติตามพันธกรณีและข้อผูกพันระหว่างประเทศต่าง ๆ ต่อไปด้วย

“ขั้นตอนเหล่านี้จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบว่าด้วยผู้ลี้ภัย ป้องกันไม่ให้เกิดสภาพถูกกดดันมากเกินไปและไม่ให้ระบบนี้เกิดความแออัดเพราะบรรดาผู้ที่ไม่มีเหตุผล(ข้อสถานภาพผู้ลี้ภัย)ที่ถูกต้องตามหลักการ” เจ้าหน้าที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ รายหนึ่งกล่าว “... แต่เราเข้าใจชัดเจนว่า มาตรการภายใต้คำสั่งฝ่ายบริหารในวันนี้ไม่ได้จะมาทดแทนการที่สภาคองเกรสจะเดินหน้าผ่านกฎหมายที่สมาชิกสองพรรคใหญ่ในวุฒิสภาสนับสนุนและมีเนื้อหาที่เป็นธรรมและเข้มข้นออกมา ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับมาตรการทั้งหลายตามแนวชายแดนอย่างมีนัยสำคัญ”

  • ที่มา: วีโอเอ

กระดานความเห็น

XS
SM
MD
LG