ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

ภาวะเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่องเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความพยายามของรัฐบาลอินเดียที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาเพิ่มอัตราการโตอีกครั้งหนึ่ง


ในช่วงปีที่แล้ว อัตราการโตทางเศรษฐกิจของอินเดียลดลงจาก 9.6% มาอยู่ที่ 6.9% รัฐบาลพยายามจะหาทางกระตุ้นให้เศรษฐกิจกลับมาเจริญเติบโตอีกครั้งหนึ่ง แต่ดูเหมือนว่าระบบเศรษฐกิจใหญ่เป็นที่สามของเอเชียจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ก็ต้องแก้ปัญหาภาวะเงินเฟ้อที่มีติดต่อกันมาหลายปีแล้วให้ได้เสียก่อน

Komal Thukral ทำงานเป็นคนรับใช้ทำความสะอาดและมีรายได้เดือนละประมาณ 5400 บาท ซึ่งเป็นรายได้หลักของครอบครัว ส่วนรายจ่ายสำคัญนั้น คือค่าเช่าห้องและค่าอาหารที่เพิ่มสูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา

เธอบอกว่า ราคาหอมใหญ่และมันฝรั่ง ซึ่งเป็นอาหารหลักของคนยากจนในอินเดียเวลานี้ตกราวๆ 15 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าตัวจากราคาเมื่อสองปีที่แล้ว และว่า รายได้เพิ่มไม่ทันราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น และแม้ทั้งเธอและสามีจะทำงาน ก็ยังไม่สามารถออมเงินได้เลย ทำให้วิตกว่าจะเลี้ยงลูกได้อย่างไรในอนาคต

สองในสามของชาวอินเดียมีรายได้วันละไม่เกินหกสิบบาทต่อวัน

ในขณะเดียวกัน รายงานของธนาคารชาติระบุว่า ภาวะเงินเฟ้อในอัตราสูงอย่างต่อเนื่องเป็นปัญหาสำคัญกว่าอัตราการโตทางเศรษฐกิจที่ชลอตัวลง ภาวะเงินเฟ้อดังกล่าวสืบเนื่องมาจากราคาอาหารและเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น

D.K. Joshi นักเศรษฐศาสตร์ของสำนักจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน CRISIL ในนครมุมไบ บอกว่า ราคาอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นม ถั่ว lentil และเนื้อที่เพิ่มสูงขึ้นมากส่งผลกระทบต่อการบริโภค โดยเฉพาะในหมู่คนยากจน

นักเศรษฐศาสตร์ผู้นี้บอกว่า การวิเคราะห์ตัวเลขการบริโภคโปรทีนในประเทศในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าปริมาณการบริโภคไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก แต่จำนวนเงินที่ใช้ซื้อโปรทีนเพิ่มสูงขึ้นเป็นสองเท่าตัว

เขาบอกว่า ในช่วงหกปีที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อสำหรับอาหารเพิ่มขึ้นระหว่าง 10-11% ต่อปี ซึ่งเมื่อห้าปีก่อนนั้น อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับ 4% ต่อปี

รัฐบาลอินเดียอยากจะให้ธนาคารชาติลดอัตราดอกเบี้ยลง เพื่อกระตุ้นการลงทุนและการโตทางเศรษฐกิจ แต่ไม่สำเร็จ อย่างไรก็ตาม รมต. กระทรวงการคลัง นาย P. Chidambaram ยืนยันว่ารัฐบาลจะหาทางอื่นๆทำให้ได้ เช่น เปิดภาคธุรกิจการขายปลีกและการบินให้นักลงทุนชาวต่างชาติเข้าไปลงทุน และได้เสนอที่จะเปิดภาคการประกันและการธนาคารให้กับนักลงทุนจากต่างประเทศแล้วด้วย

แต่นักเศรษฐศาสตร์ N.R. Bhanumurthy ของ National Institute of Public Finance and Policy ในกรุง New Delhi ให้ความเห็นว่า อัตราการโตทางเศรษฐกิจของอินเดียจะไม่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีข้างหน้า โดยเฉพาะถ้าเศรษฐกิจโลกยังคงอ่อนตัวอยู่ต่อไป

นักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันการคลังและนโยบายแห่งชาติที่กรุง New Delhi ผู้นี้กล่าวว่า การประเมินของทางสถาบันชี้ให้เห็นว่า อัตราการโตทางเศรษฐกิจที่ 9% เป็นเรื่องในอดีต และแนวโน้มใหม่จะตกราวๆ 7 หรือ เจ็ดเปอร์เซ็นต์ครึ่งเท่านั้น ซึ่งสำหรับชาติตะวันตกแล้ว อัตราการโตขนาดนี้ถือว่าสูง แต่สำหรับอินเดีย ซึ่งมีประชากรมากกว่าหนึ่งพันล้านคนแล้ว นักเศรษฐศาสตร์บอกว่า เศรษฐกิจอินเดียจะต้องขยายตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อรองรับความต้องการของประชาชน
XS
SM
MD
LG