ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

อินโดฯประกาศนโยบายบรรเทาปัญหาค่าเงินรูเปียห์ตกต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี และข่าวธุรกิจอื่นๆ


อินโดนีเซีย - รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศนโยบายเศรษฐกิจชุดใหม่ที่จะนำมาใช้บรรเทาปัญหาค่าเงินรูเปียห์ตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว โดยลดลงไปอยู่ที่ระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากนักลงทุนพากันเทขายเงินรูเปียห์ ประกอบกับรายงานการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงสุดเป็นสถิติใหม่ ทำให้รัฐบาลต้องปรับตัวเลขการคาดการณ์อัตราการเจริญเติบโตทางศก.ลงจาก 6.3% เป็น 5.9%

เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศว่าจะใช้มาตรการเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้ารถยนต์หรู ลดปริมาณการนำเข้าน้ำมัน และให้ผลประโยชน์จูงใจด้านภาษีแก่การลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็กและการเกษตร อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เชื่อว่ามาตรการใหม่นี้จะไม่มีผลฉุดดึงค่าเงินรูเปียห์ให้สูงขึ้นได้ในระยะสั้น เนื่องจากเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นทั่วเอเชีย ไม่ใช่แค่ที่อินโดนีเซียแต่ยังรวมถึงค่าเงินของอินเดีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และไทย

นักวิเคราะห์ยังคาดว่าค่าเงินรูเปียจะยังลดลงต่อเนื่องไปจนถึงการเลือกตั้งทั่วไปของอินโดนีเซียในช่วงครึ่งปีหลังของปี พ.ศ 2557

สหรัฐ – CEO ของ Microsoft นาย Steve Ballmer ประกาศว่าตนมีแผนจะเกษียณการทำงานในปีหน้า โดยบอกว่า “ไม่มีเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการเกษียณ แต่เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตน” ปัจจุบัน Ballmer อายุ 57 ปี เขารับตำแหน่ง CEO ของ Microsoft มาตั้งแต่ปี พ.ศ 2543 แทน CEO คนก่อนคือ Bill Gates สำหรับคนที่จะมาแทนนาย Ballmer ยังไม่มีการประกาศชื่อ สำนักข่าว Bloomberg ระบุว่าปัจจุบัน Steve Ballmer มีทรัพย์สินส่วนตัวราว 16,000 ล้านดอลล่าร์ จัดเป็นบุคคลร่ำรวยอันดับ 47 ของโลก

ราคาหุ้นของ Microsoft เพิ่มขึ้นกว่า 7% หลังข่าวแผนการเกษียณของ Ballmer

สหรัฐ – สำนักข่าวทางการจีนรายงานว่ามูลนิธิ Bill & Melinda Gates กำลังรณรงค์โครงการปฏิรูปห้องสุขาหรือ Reinvent the Toilet Challenge – China (RTTC – China) โดยให้เงินสนับสนุน 5 ล้านดอลล่าร์สำหรับการออกแบบและพัฒนาห้องสุขาแห่งอนาคต เงื่อนไขคือต้องเป็นสุขาที่ไม่ใช้น้ำ มีความสะอาดได้มาตรฐาน และไม่เชื่อมต่อกับระบบท่อน้ำทิ้งหรือระบบไฟฟ้าสาธารณะ ที่สำคัญคือต้องมีต้นทุนไม่เกิน 5 เซนต์ต่อการใช้ต่อคนต่อวัน ทางมูลนิธิบอกว่าต่อจากจีนจะทำโครงการเดียวกันนี้ในอินเดีย

สหรัฐ – ศูนย์วิจัย Pew เผยผลสำรวจว่าปัจจุบัน 78% ของวัยรุ่นอเมริกันวัยระหว่าง 12-17 ปี มีโทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟนใช้ และ 23% มีคอมพิวเตอร์แบบแท็บเล็ตไว้เป็นส่วนตัว ในจำนวนนี้ราว 58% ดาวน์โหลด app ไว้ในมือถือหรือแท็บเล็ต แต่ราวครึ่งหนึ่งหลีกเลี่ยงการใช้ app เหล่านั้น เพราะกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว กลัวถูกแฮกค์ข้อมูล ไม่ชอบโษณาทางมือถือ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบจากผู้ปกครอง

เรียบเรียงโดย ทรงพจน์ สุภาผล
XS
SM
MD
LG