ลิ้งค์เชื่อมต่อ

รมต.ต่างประเทศสหรัฐฯ เรียกร้องจีน-อาเซียน ร่วมกดดันเมียนมาฟื้นฟูประชาธิปไตย


THAILAND-USA/

ในระหว่างการเยือนไทยอย่างเป็นทางการ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ แอนโทนี บลิงเคน กล่าวประณามนโยบายปราบปรามผู้เห็นต่างของรัฐบาลทหารเมียนมา และเรียกร้องให้จีนรวมทั้งสมาชิกอาเซียนร่วมกดดันกองทัพเมียนมาให้ทำการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยและปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพที่ได้ตกลงไว้ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้วด้วย

ในระหว่างการแถลงข่าวที่กรุงเทพฯ รมต.บลิงเคน กล่าวว่า ตนคิดว่า “มันเป็นหน้าที่ของจีนและผลประโยชน์ของจีน ที่จะเห็นพม่า กลับคืนสู่เส้นทางที่เคยดำเนินมาก่อนหน้าที่จะถูกสกัดกั้นอย่างรุนแรงโดยเหตุรัฐประหาร”

รมต.ต่างประเทศสหรัฐฯ ยังย้ำด้วยว่า แม้ว่า อาเซียนจะบรรลุฉันทามติ 5 ข้อให้กับเมียนมาเมื่อปีที่แล้ว จวบจนวันนี้ “ยังไม่มีพัฒนาการเชิงบวกในด้านนี้เลย”

เมื่อเดือนเมษายนของปีที่แล้ว สมาชิก 9 ประเทศของอาเซียนและพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ของเมียนมาได้ลงนามในข้อตกลงดังกล่าวที่มีเงื่อนไขระบุว่า กองทัพเมียนมาต้องยุติการใช้ความรุนแรงทันทีและเดินหน้าพูดคุยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องด้วย

รมต.บลิงเคน กล่าวว่า “ประเทศอาเซียนจำเป็นต้องทำให้รัฐบาลทหาร(เมียนมา)รับผิดชอบในเรื่องนี้ ... และเดินหน้าเรียกร้องให้มีการยุติการใช้ความรุนแรงและปล่อยตัวนักโทษด้วย”

ทั้งนี้ รมต.ต่างประเทศสหรัฐฯ ย้ำว่า ในเวลานี้ ยังไม่เห็นพัฒนาการเชิงบวกใด ๆ จากเมียนมา แต่กลับเห็นการใช้ความรุนแรง และยังมีการจับฝ่ายต่อต้านไปขังในเรือนจำหรือไม่ก็ การลี้ภัยของฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลทหารอยู่อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนั้น รมต.บลิงเคน ยังกล่าวว่า “ทุกประเทศต้องเดินหน้าออกมาพูดให้ชัดเจนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมียนมา รวมทั้งการปราบปรามและการใช้ความรุนแรงโหดร้ายที่ยังดำเนินอยู่นี้ (เพราะ) เราต่างมีหน้าที่รับผิดชอบต่อประชาชนชาวพม่า ในการทำให้รัฐบาลทหารออกมารับผิดต่อการกระทำของตน”

ในการเยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งนี้ รมต.ต่างประเทศสหรัฐฯ ยังได้พบกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดอน ปรมัตถ์วินัย ด้วย และยังได้ร่วมกันลงนามในแถลงการณ์ว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ และบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อส่งเสริมความยืดหยุ่นด้านห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยและสหรัฐฯ ด้วย

U.S. Secretary of State Antony Blinken, left, and Thailand's foreign minister, Don Pramudwinai, participate in a memorandum of understanding signing ceremony at the Thai Ministry of Foreign Affairs in Bangkok, July 10, 2022.
U.S. Secretary of State Antony Blinken, left, and Thailand's foreign minister, Don Pramudwinai, participate in a memorandum of understanding signing ceremony at the Thai Ministry of Foreign Affairs in Bangkok, July 10, 2022.

การลงนามในเอกสารดังกล่าวนี้เกิดขึ้นก่อนที่สหรัฐฯ และไทยจะฉลองการครบรอบ 190 ปีของความสัมพันธ์ทางการทูตในปีหน้า โดยประเทศพันธมิตรเก่าแก่ทั้งสองนี้ประกาศยึดมั่นที่จะเดินหน้าไปสู่เป้าหมายระยะยาวในการขยายและการส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่จะช่วยป้องกันความขัดแย้งต่าง ๆ พร้อมกับปกปักษ์รักษาบรรยากาศด้านความมั่นคงที่อยู่นภาวะสันติ และส่งเสริมการแสดงออกอย่างมีเสรีและสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองรวมทั้ง ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจที่มีสมดุล ยั่งยืน และเปิดกว้างสำหรับทุกฝ่าย ตามข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ

จากนั้น รมต.บลิงเคน ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา และร่วมหารือประเด็นการขยายความร่วมมือระหว่างทั้งสองประเทศในด้านการจัดการกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงและด้านสาธารณสุข รวมทั้ง การที่สหรัฐฯ จะรับไม้ต่อการเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปคในปีหน้า

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เปิดเผยในวันอาทิตย์ด้วยว่า รมต.บลิงเคน จะเดินทางไปยังญี่ปุ่นในวันจันทร์ เพื่อแสดงความเสียใจต่อประชาชนชาวญี่ปุ่น กับกรณีการลอบสังหารอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ และจะเข้าพบเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลญี่ปุ่นด้วย

ทั้งนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เดินทางถึงไทยหลังจาก หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนเพิ่งเสร็จสิ้นการเยือนอาเซียนอย่างเป็นทางการเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า โดยทั้งคู่ได้พบกันเมื่อวันเสาร์ ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่มประเทศ G-20 ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย และได้มีการหารือร่วมกันเป็นเวลาหลายชั่วโมง

Sekrete d'Eta Ameriken Antony Blinken, a dwat, bay lanmen ak Minis Afe Etranje Chinwa Wang Yi pandan yon rankont nan Nusa Dua, sou zile vakans Endonezyen Bali, Samdi 9 Jiye, 2022.
Sekrete d'Eta Ameriken Antony Blinken, a dwat, bay lanmen ak Minis Afe Etranje Chinwa Wang Yi pandan yon rankont nan Nusa Dua, sou zile vakans Endonezyen Bali, Samdi 9 Jiye, 2022.

รายงานข่าวระบุว่า รมต.ต่างประเทศสหรัฐฯ ได้แจ้งกับรัฐมนตรีของจีนว่า การที่กรุงปักกิ่งยังให้การสนับสนุนรัสเซียในการทำสงครามในยูเครน คือ ปัจจัยที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีความยุ่งยากมากขึ้นจากเดิมที่มีปัญหาความขัดแย้งบาดหมางในหลายเรื่องอยู่แล้ว

ขณะเดียวกัน รมต.หวัง ได้กล่าวโทษสหรัฐฯ ว่าเป็นผู้ที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองย่ำแย่ลง และว่า นโยบายของอเมริกาต่อจีนไม่มีการพัฒนาไปข้างหน้าดังหวังเพราะการที่มีผู้ออกมาเรียกจีนว่า เป็นภัยคุกคาม

แถลงการณ์ของทางการจีนระบุว่า “ผู้คนจำนวนมากเชื่อว่า สหรัฐฯ นั้นกำลังตกอยู่ในภาวะ ‘วิตกกังวลกลัวจีน’” และว่า “หาก (ความเชื่อว่า จีนกำลัง) ขยายวงภัยคุกคามนั้นแพร่กระจายออกไปเรื่อย ๆ นโยบายของสหรัฐฯ ต่อจีนก็จะพบกับทางตัน และไม่มีทางออกได้อีกเลย”

ในส่วนของสหรัฐฯ นั้น รมต.บลิงเคน ได้แสดง “ความกังวลอย่างมากของสหรัฐฯ ต่อวาทกรรมและกิจกรรมที่ทำการยั่วยุปลุกปั่นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ของปักกิ่ง ต่อไต้หวัน” รวมทั้ง เรื่องของความพยายามของปักกิ่งในการยึดพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ในทะเลจีนใต้ การปราบปรามเสรีภาพของประชาชนในฮ่องกง และนโยบายที่เกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยและผู้นับถือศาสนาอื่น ๆ ในจีน ซึ่งรวมความถึงชาวมุสลิมอุยกูร์ในมณฑลซินเจียง

นอกจากประเด็นที่ว่ามาทั้งหมดนี้แล้ว รมต.บลิงเคนและรมต.หวัง ยังได้หารือหนทางที่ทั้งสองประเทศจะทำงานร่วมกันได้ อาทิ กรณีวิกฤตด้านสภาพภูมิอากาศ ประเด็นความมั่นคงด้านอาหาร สถานการณ์ด้านสาธารณสุขโลก และการต่อสู้กับขบวนการค้ายาเสพติด

รายงานข่าวระบุว่า รมต.หวัง ได้กล่าวว่า จีนและสหรัฐฯ ต้องทำงานร่วมกันมากขึ้น เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองเดินหน้าต่อไปในทิศทางที่ถูกต้อง

  • ที่มา: วีโอเอ

XS
SM
MD
LG