จีนได้รับการจับตาเกี่ยวกับประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนมากขึ้นในเวทีสหประชาชาติ แม้ว่าจะพยายามโน้มน้าวให้หลายประเทศออกโรงมาปกป้องจีนในเรื่องนี้ได้บ้าง แต่นักวิเคราะห์ต่างมองว่าผลดังกล่าวอาจอยู่ไม่นานนัก
รายงานด้านสิทธิมนุษยชนของจีนเผชิญกับการตรวจสอบโดยสาธารณชนอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ณ ที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่นครเจนีวาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลปักกิ่งสามารถล็อบบี้บางประเทศในภูมิภาคละตินอเมริกา แอฟริกา เอเชียและโอเชียเนีย (Global South) ให้ออกมายกย่องการดูแลจัดการประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนของจีน
ราฟาเอล วีอานา เดวิด ผู้จัดการโครงการจีนและละตินอเมริกา แห่งองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร International Service for Human Rights หรือ ISHR เปิดเผยกับวีโอเอว่า “รัฐบาลจำนวนมากได้ออกคำแนะนำให้กับจีนระหว่างกระบวนการทบทวนสถานการณ์ (Universal Periodic Review – UPR) ด้านสิทธิมนุษยชน ที่นครเจนีวา ซึ่งสะท้อนถึงอิทธิพลของจีน แต่ถึงแม้จะมีแรงกดดันมหาศาลที่ประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศรู้สึก [จากปักกิ่ง] แต่ก็มีคำกล่าวที่กล้าหาญจากประเทศในละตินอเมริกาบางแห่งออกมาเหมือนกัน”
ในกระบวนการทบทวนสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน ในที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ จีนเป็นประเทศที่ 4 นับตั้งแต่เริ่มใช้กลไกการตรวจสอบดังกล่าวเมื่อปี 2008 ซึ่งมีประเทศสมาชิกยูเอ็น 161 ประเทศให้คำแนะนำต่อรัฐบาลปักกิ่งเกี่ยวกับรายงานด้านสิทธิมนุษยชน
ชาติตะวันตกที่เป็นประเทศประชาธิปไตยบางแห่ง เรียกร้องให้จีนให้สัตยาบันรับรองสนธิสัญญาระหว่างประเทศ และยุติการประหัตประหารด้านสิทธิมนุษยชนต่อชนกลุ่มน้อย ในขณะที่ประเทศในกลุ่ม Global South ยังมีความเห็นแตกต่างระหว่างกลุ่มที่ออกมายกย่องประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนของจีนกับอีกกลุ่มที่ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับการปราบปรามด้านประชาสังคมของจีน
ในกระบวนการดังกล่าวในเวทียูเอ็น คอสตาริกา แนะให้จีน “ขจัดข้อจำกัดในการทำงานขององค์กรอิสระ” ขณะที่เบลารุสแนะให้จีนหาทาง “ต่อสู้กับกลุ่มแนวคิดแบ่งแยกดินแดนและส่งเสริมระบอบการปกครองที่ทันสมัยในซินเจียง”
ในการแถลงข่าวประจำวันเมื่อ 24 มกราคมที่ผ่านมา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน หวัง เหวินปิน กล่าวว่ารัฐบาลปักกิ่งได้ปฏิบัติตาม “วิถีทางที่ให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ในประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและทำงานอย่างหนักเพื่อ “หยิบยื่นชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ผู้คน”
หวัง กล่าวว่า “ระหว่างกระบวนการทบทวนสถานการณ์ จีนประกาศว่าจะบังคับใช้ 30 มาตรการใหม่ เพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชน ครอบคลุมความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน การคุ้มครองทางกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชน ความร่วมมือระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน และงานที่เกี่ยวข้องกับกลไกสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ”
ถึงแม้ว่าจีนจะพยายามล็อบบี้แรงสนับสนุนจากประเทศกำลังพัฒนา แต่หลายฝ่ายกลับแสดงความเห็นที่แตกต่างเกี่ยวกับมนต์ขลังพลังแห่งการล็อบบี้นี้ว่าจะยืนยาวได้แค่ไหน
เรฮาน อาซาต นักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนชาวอุยกูร์ที่ได้ร่วมงานกับนักการทูตจากหลายประเทศก่อนกระบวนการทบทวนสถานการณ์ของยูเอ็น บอกกับวีโอเอว่า “ก่อนกระบวนการ UPR จะเกิดขึ้น จีนได้ส่งบางอย่างที่เหมือนกับคู่มือให้กับ[บางกลุ่ม]ประเทศเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาควรจะพูดกับประเทศสมาชิกยูเอ็น ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางประเทศถึงได้มีถ้อยแถลงที่เหมือนกับที่จีนพยายามนำเสนอ”
อาซาต เสริมว่า บางประเทศในกลุ่ม Global South ซึ่งรวมความถึงบางประเทศในทวีปแอฟริกา พบว่าความพยายามในการล็อบบี้ของจีนดูเป็นการ “ไม่ให้เกียรติ” อย่างมาก โดยบอกว่า “พวกเขามองว่าวิธีการของจีนเป็นการไม่เคารพต่อกระบวนการของยูเอ็น” แต่ความคิดดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้ประเทศเหล่านี้หยุดถ่ายทอดมุมมองของจีนออกไปในเวทีสหประชาชาติแต่อย่างใด เพราะมันเป็นเรื่องยากสำหรับประเทศเหล่านี้ที่จะยอมแลกผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับจีนได้
ก่อนกระบวนการ UPR ของสหประชาชาติเมื่อ 23 มกราคม สื่อบางสำนักรายงานว่าจีนได้ขอให้สหประชาชาติกีดกันกลุ่มนักเคลื่อนไหวบางกลุ่ม ที่จีนระบุว่าเป็น “กลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่ต่อต้านจีน” จากการเข้าร่วมกระบวนการดังกล่าว
นอกเหนือจากนั้น วีอานา เดวิด จาก ISHR เสริมกับวีโอเอด้วยว่า รัฐบาลจีนยังพยายามสร้างอิทธิพลกับสื่อในการรายงานเรื่องกระบวนการ UPR ในกลุ่มประเทศ Global South และจำกัดการเข้าถึงกระบวนการทบทวนนี้ในหมู่ตัวแทนองค์กรอิสระอีกด้วย
วีอานา เดวิด กล่าวว่า “จีนได้พาตัวแทนกลุ่มใหญ่ไป และ[ระหว่างที่]ตัวแทนเอ็นจีโอเดินทางไปถึงประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งก่อนกระบวนการ UPR ของยูเอ็น เพื่อหวังจะเข้าคิวกั้นการเข้าห้องประชุม กลยุทธ์ของพวกเขายังถือเป็นการปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาสังคมใน UPR”
ในประเด็นการล็อบบี้ประเทศที่ไม่ใช่ชาติตะวันตกก่อนกระบวนการ UPR ของยูเอ็น โฆษกหวัง กล่าวว่ารัฐบาลปักกิ่งได้ “ให้ความสำคัญอย่างสูง” ต่อกระบวนการ UPR และให้คำมั่นที่จะเข้าร่วมกระบวนการนี้ “ด้วยทัศนะคติที่เปิดกว้างและตรงไปตรงมา” และว่า “[รัฐบาลจีน]จะประสานงานกับทุกฝ่ายสำหรับการเรียนรู้ร่วมกันและพัฒนาก้าวหน้าไปด้วยกัน”
นักวิเคราะห์บางราย กล่าวว่าความพยายามของรัฐบาลปักกิ่งในการสร้างอิทธิพลในการทบทวนประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนได้สะท้อนถึงปัญหาพื้นฐานของกลไกนี้
แพทริก พูน จาก University of Tokyo เปิดเผยกับวีโอเอว่า “กระบวนการ UPR ของสหประชาชาติยังเป็นประเด็นปัญหาด้านการทูตอย่างมาก” หลังจากที่เขาเข้าร่วมกระบวนการ UPR ของจีนครั้งแรกเมื่อปี 2009 และมองว่ากระบวนการดังกล่าวในรอบล่าสุดนี้ แสดงให้เห็นว่าการทบทวนของยูเอ็นไม่ได้อยู่บนพื้นฐานการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของผู้เชี่ยวชาญอิสระ
พูน บอกว่า “กระบวนการ UPR แสดงให้เห็นว่าจีนมีอิทธิพลต่อประเทศสมาชิกรายอื่น ๆ ในกระบวนการนี้ แต่เราไม่อาจยอมให้จีนรู้สึกว่าพวกเขาสามารถเอาตัวรอดจากกลไกดังกล่าวได้อย่างง่ายดายได้”
หลังกระบวนการดังกล่าวเมื่อสัปดาห์ก่อน คณะทำงานด้านการทบทวนสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้รวบรวมคำแนะนำต่าง ๆ ที่ชาติสมาชิกยูเอ็นได้เสนอแนะต่อจีน ซึ่งเอกอัครราชทูตจีนประจำสหประชาชาติ เฉิน ซู กล่าวว่ารัฐบาลปักกิ่งพร้อมที่จะทำงานกับประชาคมโลกเพื่อ “เดินหน้าและปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างมั่นคง”
ในทัศนะของวีอานา เดวิด จาก ISHR บอกว่าขั้นตอนต่อไปคือรอดูว่าคำแนะนำใดบ้างที่จีนจะยอมรับ ตั้งแต่ตอนนี้ไปจนถึงการประชุมครั้งถัดไปในเดือนมิถุนายน และว่าการยอมรับคำแนะนำและไปปรับใช้ของจีนจะเป็นตัวทดสอบความมุ่งมั่นของจีนในการจัดการความท้าทายด้านสิทธิมนุษยชน และสะท้อนว่าจีนจริงจังแค่ไหนในการเป็นผู้นำที่สร้างสรรค์ในเวทีโลก
- ที่มา: วีโอเอ
กระดานความเห็น