ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

สารคดีคนพลัดถิ่นในปากีสถาน (ตอนที่ 3)


หกปีหลังจากกลุ่มทาเลบันถูกขับไล่ออกจากอำนาจโดยกองทัพสหรัฐและนานาชาติ ยังมีผู้ลี้ภัยสงครามชาวอาฟกานิสถานอีกมากกว่าสองล้านคนอยู่ในปากีสถาน และส่วนหนึ่งเป็นชายหนุ่มวัยทำงานที่ไม่คิดจะกลับอาฟกานิสถานในตอนนี้ด้วย เหตุผลทางเศรษฐกิจและความไม่มั่นคงของประเทศ

มูสตาบา นาวรัง อายุ 25ปี เป็นผู้จัดการร้านอาหารคาบูลซึ่งขายอาหารอาฟกัน เขาทำงานที่นี่มา 10 ปีแล้ว ตอนนี้เขาดูแลพนักงานของร้านทั้งหมด15 คนส่วนใหญ่เป็นชาวอาฟกันซึ่งเป็นผู้ลี้ภัยเหมือนกัน นาวรังกลายเป็นผู้อพยพลี้ภัยสงครามในอาฟกานิสถานมาอยู่ปากีสถานเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ตอนนั้นนักรบมูจาฮีดีนที่สนับสนุนโดยกองทัพสหรัฐกำลังรบรากับทหารรัสเซียจนรัสเซียถอนทัพออกจากอาฟกานิสถานในที่สุด ตอนที่ครอบครัวเขาพากันอพยพออกจากอาฟกานิสถานเขาจดจำเรื่องราวได้ไม่ชัดเจนนักเพราะอายุแค่ 10 ขวบแต่จำได้ว่าชีวิตในช่วงสงครามเต็มไปด้วยความลำ บากและอันตราย

นาวรัง บอกกับวีโอเอภาคภาษาไทยว่า สมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวของเขาทั้ง 5 คนกลับบ้านไปหมดแล้วเมื่อ 2 ปีก่อนตามโครงการผู้ลี้ภัยสมัครใจกลับบ้านของรัฐบาลปากีสถาน และสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ

เขาบอกว่าพ่อแม่ของเขาตัดสินใจกลับ เพราะพวกเขารักประเทศบ้านเกิด แต่ตัวเขาเองต้องอยู่ในปากีสถานต่อเพื่อทำงานส่งเงินครึ่งหนึ่งของเงินเดือนของเขากลับไปให้ครอบครัวทุกเดือน เดือนละ 7 พันรูปีหรือประมาณ 3,500 บาท นอกจากนี้เขายังส่งตัวเองเรียนหนังสือต่อระดับปริญญาตรี ด้านการบริหารธุรกิจในมหาวิทยาลัยในกรุงอิสลามบัด

เขาบอกว่าครอบครัวของเขามีความสุขที่ได้กลับบ้านเกิดแต่ว่าก็มีปัญหาหลายอย่าง อากาศตอนนี้ก็หนาวมากและคนจนในอาฟกานิสถานส่วนใหญ่ยังไม่มีไฟฟ้าไม่มีแก้สธรรมชาติเพื่อใช้ในการหุงต้มหรือเพื่อทำความอุ่นเหมือนกับตอนที่เคยอยู่่ในปากีสถาน

ในอาฟกานิสถานห้วง 4 สัปดาห์ที่่ผ่านมา มีคนเสียชีวิตจากอากาศที่หนาวเย็นจัดจนติดลบและหิมะตกหนักไปแล้วมากกว่า 300 รายทั่วประเทศ ส่วนหนึ่งเป็นผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก

นาวรังบอกกับวีโอเอภาคภาษาไทยต่อว่า อาฟกานิสถานเป็นบ้านเกิดและเขาอยากจะกลับบ้านแต่ยังกลับไม่ได้ เพราะชีวิตในอาฟกานิสถานลำบาก ไม่มีงานทำ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ ไม่มีที่พักอาศัยเพราะบ้านเรือนถูกทำลายในสงคราม นอกจากนี้มีปัญหาความปลอดภัย การสู้รบ และยังไม่มีระบบการศึกษาและระบบสาธาณสุขขึ้นมารองรับประชาชนด้วย

ในขณะเดียวกันที่ชั้นบนของร้านอาหารแห่งเดียวกันนี้ซาบี อุลล่า ลุทฟี่ กำลังฝึกอ่านและเขียนภา ษาอังกฤษ เขาเป็นหนึ่งในนักเรียน 3 คนในวันนั้น ซึ่งล้วนเป็นพนักงานเสริฟที่ร้านอาหาร

ลุทฟี่บอกกับวีโอเอภาคภาษาไทยว่า เขาต้องเรียนภาษาอังกฤษเพื่อจะได้ใช้ในการสื่อสารกับลูกค้าเพราะเขาทำงานเป็นพนักงานเสริฟและภาษาอังกฤษเป็นสากลที่จะช่วยให้เขาหางานดีดีในอนา คตเผื่อจะได้ไปทำงานในต่างประเทศ

อายุ 26 ปีเขาอพยพมาอยู่ปากีสถานเมื่อ 10 ปีที่แล้วพร้อมกับครอบครัว แต่ทั้ง 6 คนในบ้านพากันย้ายกลับอาฟกานิสถานไปหมดแล้ว ยกเว้นตัวเขาที่ต้องยังอยู่ในปากีสถานต่อไปเพื่อทำงานส่งเงินกลับบ้านเดือนละเกือบ 6 พันบาท ลุทฟีได้เรียนหนังสือแค่ระดับมัธยมและไม่มีความรู้ด้านคอมพิว เตอร์ นอกจากเป็นพนักงานเสริฟร้านอาหาร เขาไม่รู้ว่าจะทำอาชีพอะไรได้

ทางด้านคุณไมเคิล ซว๊าก รองหัวหน้าสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ บอกกับวีโอเอภาคภาษาไทยว่าผู้ลี้ภัยชาวอาฟกานิสถานในปากีสถานส่วนใหญ่ขากโอกาสในการศึกษาและไม่มีความสามารถด้านอาชีพเป็นพิเศษเฉพาะด้าน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานรายวันหาเช้ากินค่ำเท่านั้น

คุณซว๊ากบอกว่าทางยูเอ็นเฮชซีอาร์ให้เฉพาะการศึกษาระดับชั้นประถมแก่ผู้ลี้ภัย ทุกคนในปากี สถานโดยอิงตามระบบการศึกษาของอาฟกานิสถาน แต่ไม่ได้ให้การศึกษาระดัยสูงกว่านั้น ทางการปากีสถานเคยจัดการศึกษาระดับมัธยม ให้เป็นเวลาหลายปีแต่ได้หยุดไปเพราะไม่มีกองทุนสนับสนุนจึงเลิกไป

เขาบอกว่าทางยุเอ็นเฮชซีอาร์ มีโครงการอบรมความรู้ด้านอาชีพด้านต่างๆ ให้ผู้ลี้ภัย แต่ว่าเขายอมรับว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาทางฝึกฝน ให้ความรู้แก่ผู้ลี้ภัยเพื่อจะได้เป็นบุคลากรที่มีประ โยชน์ต่อทั้งปากีสถานและอาฟกานิสถาน

XS
SM
MD
LG