ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

รังสีที่สะสมจากการทำ CT Scan อาจทำให้เป็นโรคมะเร็งได้


ซีทีสแกน หรือแคทสแกน ทำหน้าที่ในการเป็นเครื่องมือช่วยชีวิต ผู้คนที่เจ็บป่วยด้วย โรคที่เป็นอันตรายถึงชีวิต มาเป็นเวลานานแล้ว แต่การศึกษาครั้งใหม่พบว่าการทำซีทีสแกนอาจเป็นสาเหตุ ของการทำให้เกิดโรคภัยไข้ เจ็บได้


เด็กชาย ซีเจ ซัทฟิน อายุ 5 ขวบเข้ารับการทำ ซีทีสแกนมานับครั้งไม่ถ้วน เนื่องจากมีเนื้องอกใน สมองถึง 7 แห่ง ตอนนี้คุณแม่ของเขาจะต้องเลือกระหว่างการเข้ารับการสแกนต่อไป หรือจะเชื่อในรายงาน การศึกษาฉบับ ใหม่ที่ระบุว่า การสแกนอาจเป็นอันตรายสำหรับเด็กๆ อย่างซีเจได้

การทำซีทีสแกน หรือแคทสแกน ช่วยให้แพทย์ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นภายในร่างกายของมนุษย์ ภาพถ่าย จากการ ทำซีทีสแกนจะออกมาเป็นภาพสามมิติ ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจพบโรคมะเร็งได้ แต่รายงานการศึกษา ในวาร สารการแพทย์นิว อิงแลนด์เตือนว่าท้ายที่สุดแล้ว การสแกนดังกล่าวอาจส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งได้ และว่าหนึ่ง ในสามของการสแกน ล้วนเป็นการสแกนที่ไม่มีความจำเป็น

นายแพทย์เดวิด เบรนเนอร์ แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งเป็นผู้ร่วมเขียนรายงานกล่าวว่า เมื่อมีผู้ป่วยเข้ามาที่ ห้องฉุกเฉินด้วยอาการเจ็บป่วยต่างๆ อย่างเช่นปวดท้อง หรือปวดศรีษะเรื้อรัง ผู้ป่วยเหล่านั้นจะต้องเข้ารับการ ทำซีทีสแกนโดยอัติโนมัติ ก่อนที่แพทย์จะตรวจร่างกายผู้ป่วยด้วยซ้ำ ซึ่งทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่าการกระทำเช่นนั้น เป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่

การศึกษาของนายแพทย์เดวิด เบรนเนอร์ ชี้ว่ารังสีจากการทำซีทีสแกน จะเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง ทุกชนิดถึง 2% ในระยะเวลา 20 ปีข้างหน้า

ผู้เขียนรายงานนี้ พิจารณาข้อมูลจากชาวญี่ปุ่นที่รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณู บรรดาผู้รอดชีวิตมีความเสี่ยงใน การเป็นโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น หลังจากได้รับรังสีในปริมาณที่เท่าๆ กันจากการทำซีทีสแกนหลายๆ ครั้ง การทำซีที สแกนจะใช้รังสีในปริมาณที่สูงกว่าการฉายอ็กซ์เรย์แบบปกติ แต่การศึกษาพบว่าแพทย์ 3 ใน 4 คน ประเมินปริมาณรังสีต่ำเกินไป และไม่ได้ใส่ใจว่าปริมาณรังสีที่สะสมเพิ่มมากขึ้น จะส่งผลต่อความเสี่ยงในการ เป็นโรคมะเร็งอย่างไร

เด็กๆ อย่างเด็กชายซีเจ จะเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงมากที่สุด เพราะว่าตัวเล็กกว่า และอ่อนไหวต่อรังสีมากกว่าผู้ ใหญ่

นายแพทย์เรย์มอนด์ ซี หัวหน้าแผนกรังสีวิทยา ที่ศูนย์แพทย์เด็กแห่งชาติ ในกรุงวอชิงตันดีซี กล่าวว่า เด็กๆ จะต่างจากผู้ใหญ่ตรงที่ตัวเล็กกว่า มีอวัยวะบางอย่างของเด็ก เช่นต่อมไร้ท่อ และอวัยวะเพศ ที่มีความอ่อนไหวมากกว่า ดังนั้นในการทำซีทีสแกนให้เด็ก จะลดปริมาณรังสีลง


การถ่ายภาพจากการทำซีทีสแกนใช้เวลาไม่ถึง 1 วินาที จึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาชาเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเคลื่อนไหว ทำให้มีการทำซีทีสแกนให้เด็กเพิ่มมากขึ้น การศึกษาระบุว่าการแสกนเด็ก 1 ล้านครั้งล้วนเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น เพราะทำให้เด็กเหล่านั้นมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งสูงขึ้น แต่หลังจากที่ทบทวนดูการศึกษาแล้ว คุณแคธี่ ซัทฟิน คุณแม่ของเด็กชายซีเจ กล่าวว่าถึงอย่างไรประโยชน์ของการทำซีทีสแกน ก็ยังมีมากกว่าอันตราย

นักวิจัยที่เขียนรายงานเห็นพ้องว่า การทำซีทีสแกนเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีคุณค่า แต่ผู้ป่วยควรจะแน่ใจว่าการสแกนนั้นถูกต้อง และปริมาณรังสีอยู่ในระดับที่เหมาะสม


XS
SM
MD
LG