ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

ทำเนียบขาวยอมรับคนอเมริกัน 70 % จะไม่ได้วัคซีนโควิด-19 ภายในวันชาติอเมริกันเพราะคนหนุ่มสาวไม่ร่วมมือ


Pearl Werner, 13, receives a coronavirus disease (COVID-19) vaccine at a clinic run by the Philadelphia Department of Public Health in partnership with the Black Doctors COVID-19 Consortium to encourage all eligible teenagers to get vaccinated in Philadel
please wait

No media source currently available

0:00 0:03:53 0:00

เมื่อวันอังคาร ทำเนียบขาวยอมรับว่าจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายซึ่งประธานาธิบดีไบเดนตั้งไว้ว่าจะฉีดวัคซีนโควิด-19 อย่างน้อยหนึ่งเข็มให้กับ 70 % ของคนอเมริกันวัยผู้ใหญ่ภายในวันที่ 4 กรกฎาคมซึ่งเป็นวันชาติอเมริกันได้

โดยเหตุผลสำคัญของเรื่องนี้คือความลังเลใจของกลุ่มคนวัย 18-26 ปีในอเมริกา และการยอมรับเรื่องนี้ก็มีขึ้นขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์กำลังเตือนว่าไวรัสโควิด-19 สายพันธ์ุเดลตากำลังเป็นภัยคุกคามที่น่าวิตกในอเมริกา

อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวระบุว่าแม้จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการฉีดวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งเข็มให้กับ 70% ของคนอเมริกันวัยผู้ใหญ่ในทุกกลุ่มอายุภายในวันที่ 4 กรกฎาคมได้ก็ตาม แต่ก็คาดว่า 70% ของคนอเมริกันซึ่งมีอายุตั้งแต่ 27 ปีขึ้นไปจะได้รับวัคซีนโควิด-19 อย่างน้อยหนึ่งเข็มภายในวันชาติอเมริกันนี้

ขณะที่เป้าหมาย 70 % ของประธานาธิบดีไบเดนเป็นตัวเลขโดยรวม แต่ถ้าพิจารณาลึกลงไปในแง่กลุ่มอายุแล้วขณะนี้คนอเมริกันในแต่ละกลุ่มมีอัตราการได้รับวัคซีนไม่เท่ากัน กล่าวคือสำหรับผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป 80% ได้รับวัคซีนแล้ว และในกลุ่มอายุ 25 - 39 ปีมี 53% ซึ่งได้รับวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งเข็ม

แต่ปัญหาขณะนี้อยู่ที่กลุ่มคนวัยหนุ่มสาวอายุระหว่าง 18 - 26 ปีซึ่งมีเพียงราว 47% เท่านั้นที่ได้รับวัคซีน โควิด-19

สำหรับคนอเมริกันกลุ่มนี้คือ 18 - 26 ปีนั้นเหตุผลของการไม่รับวัคซีนมีอยู่หลายเรื่องด้วยกันถึงแม้ว่าอเมริกาจะไม่มีปัญหาขาดแคลนวัคซีนและมีจุดฉีดวัคซีนอยู่ทั่วประเทศถึงราว 81,000 แห่งก็ตาม โดยเหตุผลสำคัญคือความรู้สึกที่ว่าไวรัสโควิด-19 ไม่ใช่เรื่องที่จะมีผลกระทบต่อชีวิตของตนรวมทั้งจากความคิดที่ว่าคนอื่นควรได้รับวัคซีนมากกว่าตัวเอง

ข้อสังเกตเรื่องหนึ่งก็คือในขณะที่มี 16 มลรัฐในอเมริการวมทั้งกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งมีอัตราการรับวัคซีนของประชากรอย่างน้อยถึง 70% แล้วนั้น ยังมีอีกหลายรัฐโดยเฉพาะรัฐในทางใต้ที่อัตราการรับวัคซีนของประชากรยังไม่ถึงครึ่ง และรัฐทางใต้รวมทั้งในภาคตะวันตกบางรัฐซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ได้คะแนนเสียงมากกว่าโจ ไบเดน

ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผ่านมา เช่น รัฐมิสซิสซิปปี ลุยเซียนา แอละบามา ไอดาโฮ และไวโอมิงก็สะท้อนแนวโน้มที่ว่านี้ด้วย ซึ่งถ้ากล่าวโดยภาพรวมแล้วรัฐซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ลงคะแนนให้กับประธานาธิบดีโจ ไบเดนนั้นจะมีอัตราการรับวัคซีนโควิด-19 สูงกว่าในรัฐซึ่งเทคะแนนให้กับประธานาธิบดีทรัมป์นั่นเอง

ช่องว่างและความแตกต่างเรื่องอัตราการรับวัคซีนของกลุ่มคนอายุต่างๆ โดยเฉพาะในกลุ่มคนหนุ่มสาววัย 18 - 26 ปีและในบางรัฐนี้มีขึ้นขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ

เช่น นายแพทย์แอนโทนี ฟาวซีออกมาเตือนว่ากำลังมีปัญหาอย่างแท้จริงในสหรัฐฯ หากประชาชนยังลังเลใจที่จะรับวัคซีนโควิด-19 อยู่ เพราะในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาซึ่งเริ่มพบครั้งแรกในอินเดียได้แพร่ระบาดมากขึ้นในสหรัฐฯ และขณะนี้คิดเป็นสัดส่วนของการติดเชื้อในประเทศมากกว่า 20% แล้ว

โดยคุณหมอฟาวซีบอกด้วยว่าข่าวร้ายเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือเชื้อโควิดสายพันธุ์เดลต้ากำลังเป็นภัยคุกคามสำคัญที่สุดของการกำจัดโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ในสหรัฐฯ แต่ข่าวดีก็คือวัคซีนที่มีอยู่ขณะนี้ยังสามารถใช้ได้ผลเพื่อต้านโควิด-19

XS
SM
MD
LG