ลิ้งค์เชื่อมต่อ

สหรัฐฯ ชี้ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเป็นภัยหนักต่อเพนกวินจักรพรรดิ


In this file photo, emperor penguins are seen in Dumont d'Urville, Antarctica, on April 10, 2012. (REUTERS/Martin Passingham/File Photo)

หน่วยงานด้านสัตว์ป่าของสหรัฐฯ กล่าวว่า นกเพนกวินจักรพรรดิของแอนตาร์กติกากำลังถูกคุกคามหนัก จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ องค์การประมงและสัตว์ป่าแห่งสหรัฐฯ ออกคำเตือนว่า เพนกวินสายพันธุ์นี้กำลังตกอยู่ในภาวะอันตรายที่จะสาบสูญหรือสูญพันธุ์ไป หากไม่มีการดำเนินการใด ๆ เพื่อปกป้องพวกมัน

คำเตือนนี้นำมาซึ่งการประกาศเรียกร้องอย่างเป็นทางการให้มีการคุ้มครองเพนกวินจักรพรรดิภายใต้ กฎหมายว่าด้วยสัตว์ใกล้จะสูญพันธุ์ หรือ (ESA)

นกทะเลที่บินไม่ได้ชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปแอนตาร์กติกา แต่หน่วยงานของสหรัฐฯ กล่าวว่า อุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรที่ร้อนขึ้นซึ่งเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้กลายมาเป็นภัยคุกคามต่อสภาพแวดล้อมในทะเลน้ำแข็งสำหรับเพนกวิน ซึ่งสัตว์เหล่านี้ต้องการเพื่อขยายพันธุ์ ออกล่าหาอาหาร และหลบหลีกจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ

มาร์ธา วิลเลียมส์ ผู้อำนวยการองค์การประมงและสัตว์ป่าแห่งสหรัฐฯ กล่าวในแถลงการณ์ว่า การเพิ่มนกเพนกวินจักรพรรดิเข้าไปในรายชื่อของ ESA บ่งชี้ถึง “วิกฤตการสูญพันธุ์ที่เพิ่มขึ้น” ที่ส่งผลกระทบต่อสัตว์หลายสายพันธุ์ทั่วโลก และว่า “การใส่เพนกวินจักรพรรดิเข้าไปในรายชื่อนั้นเปรียบเสมือนเป็นสัญญาณเตือน ซึ่งยังเป็นการเรียกร้องให้เร่งมีการลงมือทำการอีกด้วย”

หน่วยงานด้านสัตว์ป่าแห่งนี้กล่าวด้วยว่า การตรวจสอบครั้งใหญ่ต่อหลักฐานที่มีอยู่ ชี้ว่า ขณะนี้นกเพนกวินไม่ได้ตกอยู่ในภาะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ แต่หากการปล่อยคาร์บอนยังคงเพิ่มสูงขึ้น อุณหภูมิก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะนำไปสู่การทำลายน้ำแข็งในทะเลมากขึ้น โดยอันตรายดังกล่าวนี้อาจส่งผลให้เพนกวินจักรพรรดิสูญพันธุ์ไป “ในอนาคตอันใกล้นี้”

คำประกาศของหน่วยงานดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่มีคำร้องขอโดยกลุ่มสิ่งแวดล้อม Center for Biological Diversity ในปี 2011 ให้เพิ่มเพนกวินเข้าไปในรายชื่อของ ESA

นอกจากนี้แล้ว การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศยังลดอัตราการแพร่พันธุ์ในอาณานิคมของเพนกวินจักรพรรดิ อย่างเช่นที่อาณานิคม Halley Bay ในทะเล Weddell ซึ่งเป็นอาณานิคมของเพนกวินจักรพรรดิที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ซึ่งเจ้าหน้าที่กล่าวว่า สภาพน้ำแข็งที่ไม่ย่ำแย่มาเป็นเวลาหลายปีในพื้นที่รอบ ๆ อาณานิคมทำให้นกเพนกวินเกิดใหม่ทั้งหมดจมน้ำตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา

การประกาศภาวะใกล้สูญพันธุ์ได้รับการออกแบบมาเพื่อพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศสำหรับความพยายามในการอนุรักษ์และเพื่อเพิ่มความช่วยเหลือทางด้านการเงิน นอกจากนี้ การดำเนินการดังกล่าวยังกำหนดให้หน่วยงานของรัฐบาลกลางในสหรัฐฯ ดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อลดภัยคุกคามจากการสูญพันธุ์อีกด้วย

เชย์ วูลฟ์ ผู้อำนวยการด้านวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศของศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพในสหรัฐฯ บอกกับรอยเตอร์ว่า เธอมองว่า การประกาศของสหรัฐฯ นั้น เป็นการเตือนว่า เพนกวินจักรพรรดิต้องการ "ให้มีการดำเนินการด้านสภาพอากาศอย่างเร่งด่วน" เพื่อที่พวกมันจะมีชีวิตอยู่รอดต่อไป

วูลฟ์กล่าวต่อไปว่า “การดำรงอยู่ของนกเพนกวินนั้นขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลของเราจะดำเนินการอย่างจริงจังในตอนนี้เพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ทำให้โลกร้อน และป้องกันความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขกลับคืนมาได้ต่อชีวิตบนโลก ได้หรือไม่”

อย่างไรก็ตาม กฎหมายว่าด้วยสัตว์ใกล้จะสูญพันธุ์ ปี ค.ศ. 1973 ได้ชื่อว่า เป็นสิ่งที่ช่วยสัตว์หลายชนิดให้พ้นจากภาวะใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งได้แก่ หมีกริซลี่ นกอินทรีหัวขาว วาฬสีเทา และสัตว์อื่นๆ แต่อุตสาหกรรมขุดเจาะและเหมืองแร่บางแห่งคัดค้านกฎหมายดังกล่าวซึ่งมีอำนาจสั่งหยุดโครงการพัฒนาต่าง ๆ ในพื้นที่ที่เชื่อว่ามีความจำเป็นต่อการอยู่รอดของสัตว์สายพันธุ์ต่าง ๆ นั่นเอง

  • ที่มา: รอยเตอร์, องค์การประมงและสัตว์ป่าแห่งสหรัฐฯ
XS
SM
MD
LG