ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

ประชากรสหรัฐฯ หลากหลายยิ่งขึ้น หลังจำนวนคนขาวลดลงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์


US Population Diversifying, as Number of Whites Declines for First Time.

ผลการสำรวจสำมะโนประชากรในปีล่าสุดแสดงให้เห็นว่าสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่นับวันยิ่งจะมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น หลังจากที่จำนวนประชากรผิวขาวลดลงในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการลดลงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเก็บข้อมูลประชากร

สำนักงานสำรวจสำมะโนประชากรสหรัฐฯ​ หรือ Census Bureau รายงานในวันพฤหัสบดีว่า การสำรวจสำมะโนประชากร ซึ่งเป็นเก็บข้อมูลทุก ๆ หนึ่งทศวรรษ แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ มีประชากรท้งหมด 331.4 ล้านคนในปีที่ผ่านมา เป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.4 ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 และถือว่าเป็นการเติบโตของประชากรที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์การเก็บข้อมูลสำมะโนประชากร ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1790 หรือ 231 ปีก่อน

นอกจากนี้ยังพบอีกว่า องค์ประกอบด้านเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ของประชากรอเมริกันเปลี่ยนไปเช่นกัน คนอเมริกันย้ายถิ่นฐานเพื่อไปอยู่ในเขตมหานครมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการย้ายไปรัฐทางใต้และรัฐทางตะวันตกของประเทศ ในขณะเดียวกัน คนอเมริกันมักจะย้ายออกจากเมืองเล็ก ๆ ซึ่งทำให้เมืองเล็ก ๆ เหล่านั้นเหลือประชากรน้อยลงเรื่อย ๆ

People walk through Times Square on July 13, 2021 in New York City.
People walk through Times Square on July 13, 2021 in New York City.

ชาวอเมริกันที่ระบุว่าตนเองเป็นคนผิวขาวยังคงเป็นสัดส่วนมากที่สุดในกลุ่มประชากรสหรัฐฯ ทั้งหมด โดยมีคนผิวขาว 204.3 ล้านคน แต่ในภาพรวม ถือว่าคนอเมริกันผิวขาวลดลงร้อยละ 8.6 ตั้งแต่ปี 2010

กลุ่มประชากรที่ใหญ่รองลงมา คือกลุ่มที่ระบุว่ามีเชื้อสายละตินและกลุ่มฮิสแปนิก หรือชาวอเมริกันผู้มีเชื้อสายมาจากประเทศที่ใช้ภาษาสเปนเป็นหลัก ซึ่งมีจำนวน 62.1 ล้านคนในปี 2020 ถือว่าเป็นกลุ่มประชากรที่เติบโตร้อยละ 23 ในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา

ประชากรที่ระบุว่ามีมากกว่า 2 เชื้อชาติ มีทั้งหมด 33.8 ล้านคน เพิ่มมากขึ้นถึงร้อยละ 276 หรือเกือบ 3 เท่าตัว เมื่อเทียบกับปี 2010

การสำรวจยังพบว่าสหรัฐฯ มีชาวแอฟริกันอเมริกัน 46.9 ล้านคน แต่ยังถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่าประชากรที่ระบุว่าตัวเอง “มีเชื้อสายอื่น ๆ” ที่มี 49.9 ล้านคน

ประชากรเอเชียนอเมริกัน คิดเป็น 24 ล้านคน กลุ่มชนพื้นเมืองอเมริกัน มีทั้งหมด 9.7 ล้านคน ในขณะที่ประชากรที่เป็น​ “ชนพื้นเมืองฮาวายและชาวเกาะมหาสมุทรแปซิฟิกอื่น ๆ” มี 1.6 ล้านคน

นักประชากรศาสตร์บางคนมองว่า กลุ่มประชากรผิวขาวอาจจะยังเป็นกลุ่มประชากรที่มีจำนวนมากที่สุดในสหรัฐฯ ภายในปี ค.ศ. 2045 หรือในอีก 24 ปีข้างหน้า แต่พวกเขาคาดว่าชาวอเมริกันผิวขาวจะมีสัดส่วนน้อยกว่ากลุ่มประชากรเชื้อชาติอื่น ๆ เช่น ลาติโน่ คนผิวดำ และคนเอเชียนอเมริกัน รวมกัน

หากดูเฉพาะกลุ่มประชากรชนกลุ่มน้อยที่เพิ่มมากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาในสหรัฐฯ จะเห็นว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของตัวเลขที่เพิ่มขึ้น เป็นการเติบโตของกลุ่มฮิสแปนิก ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในช่วงระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา

ในระดับชุมชนพบว่าชนบทสหรัฐฯ สูญเสียประชากรไปในช่วงปี 2010 ถึง 2020 โดยมีเทศมณฑล หรือ เคาน์ตี (county) เกินกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ หรือประมาณร้อยละ 52 ที่ประชากรลดลง

The skyline of downtown Manhattan taken on June 6, 2018. REUTERS/Andrew Kelly/File Photo
The skyline of downtown Manhattan taken on June 6, 2018. REUTERS/Andrew Kelly/File Photo

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา คือ 10 เมืองที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ที่ยังคงมีมหานครนิวยอร์ก นำเป็นอันดับหนึ่งด้วยประชากร 8.8 ล้านคน และถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เมืองใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ทั้ง 10 เมืองมีประชากรอย่างน้อย 1 ล้านคนเป็นครั้งแรก โดยเมืองใหญ่ที่มีการเติบโตเร็วที่สุด คือ เมืองฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา ในเขตตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ ที่มีประชากรเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.2

เจ้าหน้าที่สำนักงานการสำรวจสำมะโนประชากรสหรัฐฯ กล่าวว่า มหานคร (metropolitan areas) 312 แห่งจาก ทั้งหมด 384 แห่งในสหรัฐฯ มีประชากรเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่อีก 72 แห่งมีประชากรลดลง มหานครที่เติบโตเร็วที่สุดคือ เดอะ วิเลเลจเจส (The Villages) ในรัฐฟลอริดา ซึ่งเป็นสังคมผู้เกษียณอายุขนาดใหญ่ ที่มักจะดึงดูดผู้สูงวัยที่ต้องการหนีหนาวจากรัฐทางเหนือของอเมริกาไปสู่พื้นที่ที่อบอุ่นกว่าอย่างรัฐฟลอริดา โดย The Villages มีประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นร้อยละ 39 จาก 93,000 คน เป็น 130,000 คน

Voters cast their ballots at the old Stone School, used as a polling station, on election day in Hillsboro, Virginia on November 3, 2020.
Voters cast their ballots at the old Stone School, used as a polling station, on election day in Hillsboro, Virginia on November 3, 2020.

การสำรวจสำมะโนประชากรในปีที่ผ่านมา นอกจากจะทำให้เห็นภาพของจำนวนและองค์ประกอบของประชากรแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการเมืองสหรัฐฯ อีกด้วย เพราะข้อมูลประชากรจะถูกนำมาใช้ในการแบ่งเขตเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภานิติบัญญัติในแต่ละเขตของแต่ละรัฐไปจนถึงการเลือกตั้งในปี 2030 โดยที่ผ่านมา ทั้งพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน พยายามใช้ข้อมูลประชากรแบ่งเขตการเลือกตั้งใหม่ เพื่อทำให้ผู้แทนของพรรคของตนได้เปรียบ ซึ่งมักจะนำไปสู่การฟ้องร้องกันมากมายในศาล โดยทั้งสองฝ่ายกล่าวหากันและกันว่าแบ่งเขตอย่างไม่เป็นธรรม ทำให้ผู้พิพากษาต้องเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด

ในการเลือกตั้งทั่วไปเดือนพฤศจิกายนปีหน้า จะเป็นปีที่ชี้ขาดว่าพรรคใดจะได้ควบคุมเสียงข้างมากในสภาคองเกรส โดยจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 435 ที่นั่ง ซึ่งพรรครีพับลิกันต้องการเพิ่มเพียง 5 ที่นั่งเพื่อจะแย่งชิงเสียงข้างมากมาจากพรรคเดโมแครต โดยนักวิเคราะห์มองว่า พรรครีพับลิกันจะสามารถเอาชนะได้มากขึ้นจากการแบ่งเขตการเลือกตั้งใหม่

ในขณะที่อีก 1 ใน 3 ของเก้าอี้สมาชิกวุฒิสภา ก็จะต้องมีการเลือกตั้งกันใหม่เช่นกัน เพียงแต่จำนวนประชากรไม่มีผลต่อการเลือกตั้ง ส.ว. เพราะแต่ละรัฐมี ส.ว. ได้เพียง 2 คนเท่านั้น ไม่ว่าจะมีประชากรมากน้อยเท่าใดก็ตาม

ส่วนในสภาล่าง การเปลี่ยนแปลงของประชากรในสหรัฐฯ จะมีผลต่อเก้าอี้ ส.ส. 13 ที่นั่ง โดยในรัฐเท็กซัส ที่มีพรรครีพับลิกันกุมเสียงข้างมากอยู่ จะได้จำนวน ส.ส. เพิ่มขึ้นอีก 2 ที่นั่ง นอกจากนี้ยังมีอีก 5 รัฐที่จะมี ส.ส. เพิ่มขึ้นรัฐละหนึ่งคน ในขณะที่อีก 7 รัฐที่จะต้องเสียเก้าอี้ ส.ส. ไปรัฐละ 1 เก้าอี้ เป็นต้น

หากดูในภาพรวมจะเห็นว่า การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรทางใต้ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา จะทำให้พรรครีพับลิกันได้คะแนนเสียงและที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่รัฐทางเหนือซึ่งมีจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยกว่า จะส่งผลเสียต่อพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งอนาคต

XS
SM
MD
LG