ลิ้งค์เชื่อมต่อ

การปิดหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ ครั้งล่าสุด ชี้ถึงการเผชิญหน้าระหว่างอำนาจบริหารและนิติบัญญัติในสองปีข้างหน้า


A security barricade is placed in front of the US Capitol on the first day of a partial federal government shutdown in Washington, Dec. 22, 2018.

นักวิเคราะห์มองไม่เห็นเหตุผลปัจจัยที่จะช่วยปลดล็อคอัมพาตทางการเมืองในขณะนี้

please wait
Embed

No media source currently available

0:00 0:04:31 0:00

ความขัดแย้งเชิงนโยบายที่ทำให้เกิดการประจันหน้าเรื่องงบประมาณระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐฯ และเป็นผลให้ต้องปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ บางส่วนครั้งล่าสุดนี้ เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันสุดท้ายในสมัยประชุมของรัฐสภาสหรัฐฯ ซึ่งพรรครีพับลิกันมีเสียงข้างมากคุมอยู่ในทั้งสองสภา

แต่การเลือกตั้งกลางเทอมเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน เป็นผลให้รัฐสภาชุดใหม่ซึ่งจะเริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม ศกหน้า มีสภาล่างหรือสภาผู้แทนราษฎรที่คุมเสียงโดยพรรคเดโมแครต ซึ่งก็จะอาจทำให้มีการแบ่งแยกและแข่งขันในเชิงอำนาจมากขึ้น

ตามความเห็นของคุณ Molly Reynolds นักวิเคราะห์การเมืองของ Brookings Institute ที่กรุงวอชิงตัน แรงจูงใจสำหรับสองพรรคการเมืองใหญ่ที่จะร่วมมือทำงานนั้นคงจะมีน้อยลง เพราะต่างฝ่ายคงจะหาโอกาสกล่าวโทษซึ่งกันและกันว่าเป็นสาเหตุของปัญหาชะงักงัน

โดยโอกาสความคืบหน้าอาจมีเฉพาะบางเรื่องในวงจำกัดเท่านั้น เช่น กฎหมายปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ หรือกฎหมายเพื่อควบคุมราคายาตามใบสั่งแพทย์ เป็นต้น

การเลือกตั้งกลางเทอมเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา สะท้อนสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 8 ปีที่แล้ว สมัยที่พรรครีพับลิกันเข้าครองอำนาจในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ และใช้อำนาจดังกล่าวยับยั้งนโยบายต่างๆ ของประธานาธิบดีโอบามา ซึ่งทำให้เกิดการปิดตัวของรัฐบาลกลางสหรัฐฯชั่วคราวในปี 2011 เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม คุณ Molly Reynolds เชื่อว่าในครั้งนี้พรรคเดโมแครตคงจะใช้อำนาจจากการควบคุมสภาล่างเพื่อตรวจสอบการทำงาน และไต่สวนเรื่องอื้อฉาวต่างๆ ของประธานาธิบดีทรัมป์มากขึ้น ขณะที่พรรครีพับลิกันซึ่งยังคุมเสียงข้างมากอยู่ในวุฒิสภาด้วยคะแนน 53 ต่อ 47 จะยังสามารถลงมติรับรองการแต่งตั้งผู้พิพากษาของศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ นับตั้งแต่ระดับศาลชั้นต้นจนถึงศาลสูงหรือศาลฎีกาได้ต่อไป ตามความต้องการของประธานาธิบดีทรัมป์และฝ่ายอนุรักษ์นิยม

โดยปกติแล้ว ผู้พิพากษาศาลของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากประธานาธิบดี และลงมติรับรองโดยวุฒิสภานั้น จะดำรงตำแหน่งได้จนตลอดชีวิต และมักมีบทบาทสำคัญในการวินิจฉัยตีความกฎหมายหรือนโยบายที่สำคัญๆ ได้ในหลายโอกาส

คุณ Molly Reynolds นักวิเคราะห์การเมืองของ Brookings Institute กล่าวด้วยว่า ในขณะที่การเลือกตั้งใหญ่ซึ่งเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีจะมีขึ้นในปี 2563 เงื่อนไขดังกล่าวจะยิ่งทำให้โอกาสที่รัฐสภาสหรัฐฯ ชุดต่อไป ทำความตกลงหรือผ่านร่างกฎหมายที่สำคัญ เช่น กฎหมายปฏิรูประบบคนเข้าเมือง ลดน้อยลง

ส่วนนาย Norman Ornstein นักวิเคราะห์นโยบายของสถาบัน American Enterprise Institute ก็กล่าวว่า การผลัดเปลี่ยนอำนาจควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติของสหรัฐฯ นั้นเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง เช่น ในปี 2007, 2011, 2015 และปี 2019 นี้

อย่างไรก็ตาม ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมารัฐสภาสหรัฐฯ หรือสภา Congress ถูกมองว่าไม่มีประสิทธิภาพและไม่สามารถทำงานอย่างได้ผล ซึ่งนักวิเคราะห์ผู้นี้ก็สรุปว่า ในขณะนี้ตนมองไม่เห็นเหตุผลหรือปัจจัยอะไรที่จะช่วยให้สถานการณ์ชะงักงันทางการเมืองดังกล่าวดีขึ้นหรือเปลี่ยนไป

และปัญหาความเป็นอัมพาตทางการเมืองที่ยืดเยื้อนี้ ก็คงจะทำให้ประชาชนอเมริกันไม่พอใจกับผลงานของนักการเมืองที่ตนเลือกเข้าไปทำงานที่กรุงวอชิงตันต่อไปอย่างแน่นอน

XS
SM
MD
LG