ลิ้งค์เชื่อมต่อ

สหรัฐสั่งห้ามการเดินทางเข้าจากบราซิลซึ่งมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโควิด-19 เป็นอันดับสองรองจากสหรัฐ


An empty airline check-in hall is seen at Guarulhos International Airport amid the outbreak of the coronavirus disease (COVID-19), in Guarulhos, near Sao Paulo, Brazil, May 25, 2020.
An empty airline check-in hall is seen at Guarulhos International Airport amid the outbreak of the coronavirus disease (COVID-19), in Guarulhos, near Sao Paulo, Brazil, May 25, 2020.
please wait

No media source currently available

0:00 0:05:12 0:00

ในวันอังคาร รัฐบาลสหรัฐมีคำสั่งห้ามชาวต่างชาติผู้เคยไปบราซิลในช่วง 14 วันที่ผ่านมาเดินทางเข้าประเทศ โดยมาตรการห้ามเดินทางเข้าประเทศดังกล่าวถูกนำมาใช้ก่อนกำหนดเดิมสองวันและสหรัฐมีคำสั่งห้ามเดินทางเข้าประเทศในลักษณะนี้กับหลายประเทศ เช่น จีนอิหร่าน อังกฤษ ไอร์แลนด์ รวมถึงประเทศในเขตวีซ่าเชงเก้นของยุโรปด้วย

ขณะนี้บราซิลซึ่งเป็นประเทศใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาใต้ด้วยจำนวนประชากร 211 ล้านคนกำลังถูกจับตามองจากจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนมากเป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐ โดยตัวเลขอย่างเป็นทางการขณะนี้คือมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในบราซิลราว 375,000 คนและเสียชีวิตไปแล้วประมาณ 23,500 คน อย่างไรก็ตามเชื่อกันว่าจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตอย่างแท้จริงนั้นมีมากกว่านี้เนื่องจากบราซิลไม่ได้มีการตรวจหาเชื้อหรือนับจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 อย่างจิงจัง

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาประธานาธิบดีจาแอร์ โบลโซนาโรผู้นำแนวขวาจัดของบราซิลไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องภัยคุกคามจากเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ดังกล่าวและเรียกไวรัสชนิดนี้ว่าเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา ทั้งยังตำหนิมาตรการล็อคดาวน์ของผู้ว่าการรัฐต่างๆ และบอกปัดความจำเป็นของการต้องแยกกันอยู่ห่างๆ ด้วย โดยผู้นำของบราซิลให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจของประเทศที่จะพังพินาศจากมาตรการด้านสาธารณสุขต่างๆ หากนำมาใช้จะทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่าจากเชื้อไวรัสนี้ นอกจากนั้นเขายังแสดงความเห็นเกี่ยวกับชาวบราซิลที่แสดงความกังวลเรื่องไวรัสชนิดนี้ด้วยว่าหวาดผวาหรือใช้อารมณ์เหนือเหตุผลมากเกินไป

นอกจากจะไม่ยอมสนับสนุนมาตรการล็อคดาวน์แล้ว ประธานาธิบดีโบลโซนาโรยังสั่งปลดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขคนแรกผู้สนับสนุนให้ใช้มาตรการกักตัว และหลังจากรัฐมนตรีสาธารณสุขคนที่สองยื่นใบลาออกหลังจากเข้ารับหน้าที่ได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน ประธานาธิบดีบราซิลก็ได้แต่งตั้งนายพลจากกองทัพบกผู้หนึ่งซึ่งไม่มีภูมิหลังด้านการแพทย์หรือสาธารณสุขมาก่อนให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเฉพาะกาล

นอกจากจะบอกปัดความรับผิดชอบและกล่าวโทษรัฐมนตรีสาธารณสุขรวมทั้งผู้ว่าการรัฐและนายกเทศมนตรีของเมืองต่างๆ ที่นำมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19 มาใช้แล้ว ประธานาธิบดีของบราซิลซึ่งมีแนวความคิดทางการเมืองแบบขวาจัดผู้นี้ยังตำหนิสื่อมวลชนว่าเป็นฝ่ายซ้ายด้วย แต่ขณะนี้เขาได้รับความสนับสนุนจากประชาชนไม่มากนัก คือมีเพียง 21% ที่มองว่าเขารับมือกับโรคโควิด-19 ได้ดีขณะที่ 58% เห็นว่าการจัดการกับปัญหานี้เป็นไปอย่างย่ำแย่หรือเลวร้าย

แพทย์รวมทั้งนักวิเคราะห์ต่างๆ เชื่อว่าการไม่ยอมรับความจริงในระดับรากหญ้าของบราซิลมาจากเหตุผลทั้งเรื่องการได้รับข้อมูลอย่างผิดๆ การขาดการศึกษา รวมทั้งจากข้อมูลที่สับสนจากผู้นำระดับประเทศด้วยตัวอย่างเช่นเมื่อกลางเดือนพฤษภาคมผู้นำของบราซิลได้แชร์ข้อมูลซึ่งต่อมาถูกระบุว่าเป็นข่าวปลอมและ Facebook กับ Instagram ก็ได้ระบุว่าการเผยแพร่ข้อมูลจากประธานาธิบดีบราซิลเกี่ยวกับประสิทธิผลของยาคลอโรควินและเรื่องจำนวนผู้ติดเชื้อในรัฐหนึ่งซึ่งลดลงนั้นไม่เป็นความจริง

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขของบราซิลเชื่อว่าจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ในประเทศอย่างแท้จริงนั้นมีสูงกว่าที่รายงานและมีโอกาสจะเพิ่มสูงขึ้นอีกเพราะโรงพยาบาลต่างๆ ขาดทรัพยากรทางการแพทย์และไม่พร้อมจะรับมือ รวมทั้งเชื้อไวรัสนี้เริ่มแพร่กระจายเข้าไปในภูมิภาคอเมซอนซึ่งจะทำให้ชาวพื้นเมืองชนเผ่าต่างๆ ซึ่งอยู่ห่างไกลความเจริญต้องเสียชีวิตลงเป็นจำนวนมากได้นั้น คุณมิเกล ลาโกผู้อำนวยการบริหารของสถาบันศึกษานโยบายสุขภาพของบราซิลได้ตั้งข้อสังเกตว่าบราซิลนั้นขาดความพร้อมที่จะรับมือกับวิกฤติด้านสุขภาพครั้งนี้อย่างแท้จริง เนื่องจากบราซิลขาดทั้งการมีผู้นำ ขาดความมีเอกภาพ ขาดการสื่อสารในระดับชาติอย่างชัดเจน ขาดความตั้งใจอย่างจริงจังที่จะแก้ปัญหา รวมทั้งยังขาดความรู้ความสามารถในการทำงานด้วย

XS
SM
MD
LG