ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

รายงานวิเคราะห์: ไทยขยายความสัมพันธ์กับจีน - ปรับดุลความสัมพันธ์กับประเทศอื่นไปพร้อมกัน


China Thailand
please wait
Embed

No media source currently available

0:00 0:04:53 0:00

เมื่อต้นเดือนธันวาคม คณะผู้แทนจากประเทศไทย นำโดยรองนายกรัฐมนตรี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ โดยมีดร. สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ร่วมคณะไปด้วย

ทั้งสองฝ่ายลงนามในข้อตกลงทวิภาคีหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการค้า เศรษฐกิจ และความร่วมมือในการลงทุน ข้อตกลงเหล่านี้มุ่งจะเพิ่มการค้าระหว่างจีนกับไทยขึ้นเป็นสองเท่าตัวจาก 6 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็น 120 พันล้านดอลลาร์ในช่วงสี่ปีข้างหน้า รวมทั้งขยายเวลาให้กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจร่วมระยะเวลาห้าปีออกไปอีกด้วย

รองศาสตราจารย์ ปณิธาน วัฒนายากร นักรัฐศาสตร์และที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ให้ความเห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองกำลังขยายตัว โดยมีธุรกิจการค้าและการท่องเที่ยวเป็นพลังขับเคลื่อน

ในการเจรจาครั้งนี้ จีนได้ตอบรับข้อเสนอของไทยที่จะสร้างศูนย์การผลิตและการบำรุงรักษาอาวุธให้กับจีนในประเทศไทย

นอกจากนี้ พลเอกประวิตรยังได้เชิญให้จีนเข้าร่วมในการประลองยุทธ์ Cobra Gold ซึ่งสหรัฐเป็นผู้นำโครงการ ในขณะที่เพิ่มการประลองยุทธ์ Blue Strike ร่วมกันระหว่างจีนกับไทยด้วย

รองนายกรัฐมนตรีของไทยยังได้เจรจาซื้อเรือดำน้ำของจีนชั้น Yuan S26T 3 ลำในราคาหนึ่งพันล้านดอลลาร์ นอกไปจากรถถังที่ได้ซื้อจากจีนมาแล้ว

รองศาสตราจารย์ปณิธานกล่าวต่อไปว่า ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะถอยห่างจากความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสหรัฐฯ และว่าประเทศไทยหวังจะทำงานร่วมกับรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดว่าที่ประธานาธิบดี Donald Trump มากขึ้น

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์กล่าวว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไทยก็ไม่ได้ราบรื่นไปเสียทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่นการเจรจาเกี่ยวกับโครงการรถไฟความเร็วสูง มูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์ที่ยืดเยื้อ และประเทศไทยจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายแต่พียงผู้เดียว

ทางการไทยยังได้จับกุมนักท่องเที่ยวประเภท zero-dollar จากจีน รวมทั้งการจับยึดรถทัวร์มากกว่าสองพันคัน และเงินอีก 130 ล้านดอลลาร์ จากผู้บริการทัวร์

นักวิเคราะห์กล่าวว่า การปราบปรามดังกล่าวมุ่งจะสกัดกั้นการอพยพเข้าเมืองโดยชาวจีนที่เดินทางเข้าประเทศไทยในฐานะนักท่องเที่ยว

ในขณะที่ความสัมพันธ์กับจีนแสดงให้เห็นความก้าวหน้า ประเทศไทยก็ถ่วงดุลดังกล่าวด้วยการสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากขึ้นกับญี่ปุ่นและอินเดีย รวมทั้งกลับไปสร้างความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ หลังจากที่วอชิงตันใช้ความกดดันไทยในเรื่องอุตสาหกรรมการประมงและประเด็นที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน

รองศาสตราจารย์สมภพ มานะรังสรรค์ นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญเรื่องจีน ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยพยายามปรับดุลความร่วมมือไม่เพียงแต่กับจีนเท่านั้น แต่กับญี่ปุ่น สหรัฐ และประเทศอื่นๆบางประเทศอีกด้วย

และว่าในปีที่แล้ว รัฐบาลไทยได้พยายามวางตัวห่างจากจีน แม้ความสัมพันธ์ระหว่างกันไม่เปลี่ยนแปลง

รองศาสตราจารย์ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ นักรัฐศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า ความท้าทายสำหรับประเทศไทยและภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในขณะนี้ คือการจัดการกับอิทธิพลจีนที่กำลังเติบโตขึ้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งรวมทั้งการทดสอบสหรัฐในทะเลจีนใต้ด้วย

นักวิชาการผู้นี้บอกกับ Voice of America ส่งท้ายว่า จะต้องมีการปรับดุลใหม่ในภูมิภาค โดยอาจจะมีญี่ปุ่นนำหน้า และมีสหรัฐคอยเป็นพลังชะลอจีนไม่ให้ล้ำหน้าก็ได้

XS
SM
MD
LG