ลิ้งค์เชื่อมต่อ

ผลสำรวจ: กว่าครึ่งของผู้ที่เชื่อว่า ‘โควิด ไม่มีจริง’ รับข่าวจากเฟสบุ๊ค

A man opens the Facebook page on his computer to fact check coronavirus disease (COVID-19) information, in Abuja, Nigeria March 19, 2020. Picture taken March 19, 2020. REUTERS/Afolabi Sotunde
A man opens the Facebook page on his computer to fact check coronavirus disease (COVID-19) information, in Abuja, Nigeria March 19, 2020. Picture taken March 19, 2020. REUTERS/Afolabi Sotunde
please wait

No media source currently available

0:00 0:04:20 0:00

การศึกษาของมหาวิทยาลัย Kings College ที่ลอนดอน พบว่าคนที่รับข่าวสารส่วนใหญ่จากโซเชี่ยลมีเดีย เช่นเฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ และยูทิวบ์ (YouTube) มีความเสี่ยงมากกว่าปกติ ที่จะเชื่อข้อมูลบิดเบือนเรื่องโคโรนาไวรัส

กลุ่มคนเหล่านี้ยังมีโอกาสมากกว่าที่จะเพิกเฉยต่อข้อมูลของทางการ เช่นเรื่องการป้องกันการแพร่ของโรค และมีแนวโน้มที่จะไม่ทำตามมาตรการล็อคดาวน์ด้วย

นักวิจัยซึ่งตีพิมพ์ผลงานชิ้นนี้ในวารสาร Psychological Medicine ร่วมมือกับสำนักทำสำรวจความคิดเห็นประชาชน Ipsos MORI ในการศึกษาครั้งนี้ ที่เก็บข้อมูลจากคนอังกฤษ 2,254 คน

นักวิจัยตีความข้อมูลที่บิดเบือน ภายใต้คำจำกัดความของ ‘ทฤษฎีสมคบคิด’ ว่า คือข้อมูลที่มีเนื้อหาอย่างจงใจเพื่อให้คนเชื่อว่า ไวรัสชนิดนี้ถูกสร้างขึ้น หรือ โควิด-19 ไม่เป็นอันตรายเท่าที่คิด เป็นต้น

อีกตัวอย่างของทฤษฎีสมคบคิดคือ เครือข่ายโทรคมนาคม 5G คือสาเหตุของการระบาดของโควิด-19

ตำรวจเชื่อว่าความคิดแบบนี้อาจเป็นสาเหตุที่มีคนเข้าทำลายเสาสัญญาณ 5G หลายครั้งในอังกฤษ

ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน ชี้ว่าผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 8 เชื่อว่าเทคโนโลยี 5G อยู่เบื้องหลังการระบาดของโควิด-19

ร้อยละ 60 ของผู้ที่มีความเชื่อดังกล่าว ระบุว่าได้รับข่าวสารทาง YouTube ขณะที่ในบรรดาคนร้อยละ 92 ที่ไม่เชื่อเรื่องนี้ มีเพียงร้อยละ 14 ที่รับข่าวสารผ่าน YouTube

นอกจากนี้ มีคนที่เชื่อว่า “โควิด-19 ไม่มีอยู่จริง” ในกลุ่มนี้ร้อยละ 56 อ้างอิงที่มาของข้อมูลจากเฟสบุ๊ค

ผู้ทำวิจัยเรื่องนี้ Daniel Allington ให้สัมภาษณ์กับวีโอเอผ่านสไกป์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนว่า คนเหล่านี้ที่เชื่อในทฤษฎีสมคบคิด พร้อมที่จะผ่าฝืนกฎล็อคดาวน์ และมาตรการกักตัวเพื่อดูอาการ

บริษัทสื่อสังคมออนไลน์​ยักษ์ใหญ่สามแห่งที่กล่าวมาข้างต้นได้ ระบุว่า ได้กำจัดคลิปวิดีโอเเละโพสต์ หลายแสนชิ้น ที่ให้ข้อมูลผิดๆ เกี่ยวกับโควิด-19 ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลร้ายแรงตามมาได้

เฟสบุ๊คได้ส่งหนังสือต่อรัฐสภาอังกฤษโดยกล่าวว่า ในเดือนเมษายน บริษัทได้แสดงคำเตือนต่อเนื้อหา 50 ล้าน ข้อความที่เกี่ยวกับโควิด-19 บนเฟสบุ๊ค

เฟสบุ๊คกล่าวว่าร้อยละ 95 ของผู้ใช้ที่เห็นข้อความคำเตือน จะไม่เปิดอ่านเนื้อหาเหล่านั้น

อย่างไรก็ตามนักวิจัย Daniel Allington กล่าวว่า แม้เฟสบุ๊คจะอ้างอิงข้อมูลที่กล่าวมา แต่เป็นการยากที่จะทราบอย่างแท้จริงถึงระบบของบริษัทต่างๆในการรับมือข่าวสารที่เป็นเท็จ

เขากล่าวว่าบริษัทควรเปิดให้เรื่องนี้สามารถตรวจสอบได้

โซเชี่ยลมีเดียต่างๆเหล่านี้ กำลังถูกประท้วงจากบริษัทกว่า 150 แห่ง เช่นสตาร์บัคส์ และโคคา-โคล่า ที่เลิกลงโฆษณาบนแพลตฟอร์มของสื่อสังคมออนไลน์ที่ว่ามา

เมื่อเดือนพฤษภาคม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร ในความพยายามที่จะเลิกการคุ้มกันทางกฎหมายต่อธุรกิจโซเชี่ยลมีเดีย หลังจากที่ทวิตเตอร์ เตือนว่าทวีตหนึ่งของผู้นำสหรัฐฯ ควรมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน

ในเรื่องนี้ผู้นำสหรัฐฯเขียนตอบโต้ด้วยว่า “หากทวิตเตอร์มีไม่ความสง่างามและทำตัวเป็นผู้พิพากษาและคณะลูกขุนเอง ผมคิดว่าก็ควรปิดสื่อซะ”

FILE - President Donald Trump speaks to members of the media on the South Lawn of the White House in Washington, May 14, 2019.
FILE - President Donald Trump speaks to members of the media on the South Lawn of the White House in Washington, May 14, 2019.

This item is part of
XS
SM
MD
LG