ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

นักวิทยาศาสตร์ถูกเกลียดชังเพราะความไม่เชื่อข้อมูลเกี่ยวกับโควิด-19


A scientist works in a lab testing COVID-19 samples at New York City's health department, during the outbreak of the coronavirus disease (COVID-19) in New York City, New York U.S., April 23, 2020.
please wait
Embed

No media source currently available

0:00 0:04:48 0:00


ตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ในสหรัฐฯ ซึ่งสูงที่สุดในโลกจากการระบาดอย่างควบคุมไม่ได้ในขณะนี้ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 240,000 คนและติดเชื้ออีกอย่างน้อยกว่า 11 ล้านคนตามข้อมูลของมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์นั้นนับเป็นปัญหาท้าทายที่สำคัญของแพทย์และนักวิทยาศาสตร์

แต่คนกลุ่มนี้ยังต้องพบกับปัญหาอีกอย่างคือความเคลือบแคลงสงสัยไม่ยอมรับฟังข้อมูล รวมทั้งการถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับเหตุผลแรงจูงใจของผู้ที่ทำงานในวงการวิทยาศาสตร์ด้วย อย่างเช่นนายแพทย์บารัน มาทีห์ม่า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียในนครนิวยอร์กบอกว่า เรื่องที่น่าตกใจที่สุดนอกเหนือจากการถูกต่อต้านไม่ยอมรับฟังคำแนะนำแล้ว แพทย์ยังถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความซื่อสัตย์จริงใจในการทำงานด้วย เช่นถูกสงสัยว่ามีเหตุผลแรงจูงใจอื่นใดอยู่เบื้องหลังการศึกษาและการค้นพบทางวิทยาศาสตร์หรือไม่

ส่วนนายแพทย์บอริส ลัชเนียก คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแมรี่แลนด์ก็ยอมรับว่าตนรู้สึกตกตะลึงจากปฏิกิริยาต่อต้านข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รวมทั้งจากการตำหนิโจมตีความพยายามค้นหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโควิด-19 เช่นกัน

นักวิทยาศาสตร์อีกคนหนึ่งซึ่งสะท้อนให้เห็นปัญหานี้คือศาสตราจารย์เอรอน กลาท หัวหน้าภาควิชาโรคติดเชื้อที่โรงพยาบาลเม้าท์ไซนายในนครนิวยอร์กที่บอกว่าความเชื่อที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ทำให้นักวิทยาศาสตร์ถูกโจมตีทั้งในด้านส่วนตัวและในแง่ความน่าเชื่อถือของผลงานการค้นพบทางการแพทย์ โดยเฉพาะเป็นการโจมตีจากผู้ที่ไม่ได้อยู่ในฐานะเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในเรื่องดังกล่าวด้วย

ปัญหาหนึ่งของเรื่องนี้มาจากการใช้สื่อออนไลน์เพื่อแสดงความเห็นและเผยแพร่ข้อมูลมากขึ้น และบางครั้งข้อมูลดังกล่าวไม่ได้มาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือหรือจากผู้ที่มีคุณสมบัติในเรื่องที่ว่านี้พอ แต่ผู้อ่านหรือผู้รับสาส์นไม่สามารถแยกแยะได้ นอกจากนั้นการมองปัญหาโควิด-19 ในสหรัฐฯ ยังถูกทำให้เป็นเรื่องการเมือง เช่นสิทธิในการสวมหรือไม่สวมหน้ากาก ซึ่งยิ่งทำให้ยากที่จะอธิบายหรือทำให้ยอมรับได้ ถึงแม้อาจารย์เอรอน กลาทในฐานะโฆษกสมาคมแพทย์โรคติดเชื้อของอเมริกาจะชี้ว่าไม่ว่าคุณจะเป็นผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันหรือพรรคเดโมแครตก็ตาม การตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายนั้นควรอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เที่ยงตรงและเชื่อถือได้เป็นพื้นฐานอยู่ดี

ส่วนนายแพทย์บารัน มาทีห์ม่า ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียก็เสริมว่าคนอเมริกันคงจะมีปฏิกิริยาแตกต่างไปถ้ามีเครื่องบินทิ้งระเบิดจากฝ่ายศัตรู 25 ลำบินตรงเข้ามาโจมตีและว่าความแตกแยกนั้นไม่ใช่สิ่งที่ต้องการในช่วงเวลาของสงคราม ซึ่งขณะนี้โรคระบาดใหญ่ดังกล่าวก็ถือเป็นสงครามกับเชื้อโรคในรูปแบบหนึ่งเช่นกัน

อย่างไรก็ตามนายแพทย์มาทีห์ม่ายอมรับว่านักวิทยาศาสตร์ได้เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญว่าควรจะต้องสื่อสารอย่างไรเพื่ออธิบายแนวความคิดที่อาจจะเข้าใจยากให้คนธรรมดาเข้าใจได้ง่าย และว่าทักษะการสื่อสารนั้นเป็นจุดอ่อนที่สำคัญของวงการวิทยาศาสตร์และการแพทย์ซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นและไม่ไว้วางใจได้

แต่ถึงกระนั้นก็ตามนายแพทย์บอริส ลัชเนียกของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแมรี่แลนด์ก็หวังว่าโรคระบาดใหญ่ครั้งนี้จะช่วยให้บทเรียนที่สำคัญบางอย่างแก่ผู้คน คืออย่างน้อยจะช่วยให้คนทั่วไปได้เข้าใจกระบวนการและวิธีทำงานเป็นระบบอย่างที่เรียกว่าเป็นแบบวิทยาศาสตร์ในแง่ที่ว่านักวิทยาศาสตร์จะตัดสินใจจากข้อมูลและข้อเท็จจริงที่มีอยู่และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนความเห็นหรือข้อแนะนำรวมทั้งยอมรับความผิดพลาดถ้าข้อมูลนั้นเปลี่ยนไป เพราะนั่นคือหลักการและวิธีทำงานซึ่งช่วยให้วิทยาศาสตร์มีความน่าเชื่อถือและแตกต่างจากการคาดเดา

XS
SM
MD
LG