ลิ้งค์เชื่อมต่อ

ผู้สนับสนุนเดโมแครตส่วนใหญ่ไม่หนุน ‘ไบเดน’ ลงเลือกตั้งปธน. 2024


U.S. President Joe Biden listens during his meeting with Mexican President Andres Manuel Lopez Obrador in the Oval Office of the White House in Washington, July 12, 2022.

ผลการสำรวจความคิดเห็นล่าสุดที่ร่วมจัดทำโดยหนังสือพิมพ์ The New York Times และ Siena College แสดงให้เห็นว่า สมาชิกพรรคเดโมแครตส่วนใหญ่ไม่ต้องการให้พรรคของตนเสนอชื่อ โจ ไบเดน เป็นผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการเลือกตั้งปี ค.ศ. 2024 แต่ต้องการเห็นผู้แทนพรรคหน้าใหม่มากกว่า

การสำรวจความคิดเห็นครั้งนี้สอบถามผู้ที่วางแผนจะลงคะแนนในการเลือกตั้งขั้นต้นของพรรคเดโมแครต ว่า ต้องการจะให้พรรคเสนอชื่อ ปธน.ไบเดน ลงสมัครเป็นสมัยที่ 2 หรือไม่ และมีเพียง 26% เท่านั้นที่ต้องการเช่นนั้น ขณะที่ 64% ระบุว่า ตนต้องการเห็นผู้ลงสมัครใหม่แทน

ผลการสำรวจนี้แสดงให้เห็นถึงเส้นทางที่น่ากังวลในตำแหน่งผู้นำประเทศของปธน.ไบเดน ซึ่งกำลังตกเป็นเป้าโจมตีจากประชาชนที่ไม่พอใจกับปัญหาเงินเฟ้อพุ่งสูง และการที่พรรคเดโมแครตไม่สามารถผลักดันนโยบายต่าง ๆ ของตนผ่านด่านวุฒิสภาที่อยู่ในภาวะเสียงแตกเป็นสองฝ่ายอยู่

Jan 6th 2022 - Joe Biden/ Donald Trump
Jan 6th 2022 - Joe Biden/ Donald Trump

ในส่วนของผลสำรวจด้านบวกนั้น มีการถามว่า หากในการเลือกตั้งปี 2024 นั้น ต้องเป็นการแก้มือระหว่างปธน.ไบเดน และอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พบว่า ปธน.คนปัจจุบันน่าจะได้คะแนนเสียง 44% เหนืออดีตปธน.ทรัมป์ที่เชื่อว่าจะได้คะแนนเสียง 41%

อายุ คือ ปัจจัยหลัก

เมื่อถาม ผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นสมาชิกพรรคเดโมแครตที่ระบุว่า อยากเห็นตัวแทนพรรคหน้าใหม่ลงชิงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ ในอีก 2 ปีข้างหน้า ว่า ทำไมถึงไม่ต้องการให้ปธน.ไบเดน ลงสมัครอีกครั้ง 1 ใน 3 บอกว่า เพราะอายุที่ค่อนข้างสูงของผู้นำคนปัจจุบัน

ไบเดน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในวัย 79 ปี ถือเป็นผู้ที่มีอายุมากที่สุดที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และในปี 2024 ที่จะมีการเลือกตั้งรอบใหม่ เขาก็จะมีอายุถึงเกือบ 82 ปีแล้ว

ทั้งนี้ ราว 60% ของผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปเป็นผู้ที่ให้เหตุผลว่า อายุคือปัจจัยสำคัญที่อยากให้เปลี่ยนตัวผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งหน้า ขณะที่ ในกลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามที่มีอายุระหว่าง 18 และ 35 ปีนั้น มีเพียง 14% เท่านั้นที่ยกประเด็นอายุของปธน.ไบเดนขึ้นมาเป็นเหตุผล

นอกจากนั้น 32% ของผู้ร่วมการสำรวจที่ต้องการเปลี่ยนตัวแทนผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ให้เหตุผลว่า เป็นเรื่องของผลงานของปธน.ไบเดน ขณะที่ 12% ระบุว่า ตนต้องการเพียงเห็นคนหน้าใหม่ และ 10% ให้ความเหตุผลว่า เป็นเพราะปธน.ไบเดน “ไม่ใช่ผู้ที่มีหัวก้าวหน้ามากพอ”

หลายคนติง สหรัฐฯ กำลังมุ่งไป ‘ในทิศทางที่ผิด’

ผลการสำรวจความคิดเห็นครั้งนี้ยังพบว่า 77% ของชาวอเมริกันเชื่อว่า สหรัฐฯ กำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ผิด ขณะที่ มีเพียง 13% เท่านั้นที่เชื่อว่า ประเทศกำลังก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง

เมื่อลงลึกไปในรายละเอียดด้านพื้นฐานความคิดทางการเมืองของผู้ตอบแบบสอบถามแล้ว ผู้ทำการสำรวจชี้ว่า 89% ของผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน และ 81% ของผู้ลงคะแนนเสียงอิสระ พร้อม 63% ของผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต คือ ผู้ตอบว่า “สหรัฐฯ กำลังเดินหน้าไปในทางที่ผิดอยู่”

และเมื่อดูปัจจัยด้านเชื้อชาติ ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน คือ กลุ่มที่มองโลกในแง่ร้ายน้อยที่สุด ด้วยสัดส่วนผู้ตอบคำถามดังกล่าวที่ 54% เทียบกับสัดส่วน 82% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นคนผิวขาว

คะแนนเสียง ‘ไบเดน’ ที่ตกต่ำ

และเมื่อถามว่า ยังเห็นด้วยกับวิธีที่ปธน.ไบเดน ดำเนินงานต่าง ๆ หรือไม่ มีเพียง 33% เท่านั้นที่ยังเห็นด้วยอยู่ แต่เมื่อลงลึกไปดูในกลุ่มการเมืองแล้ว พบว่า ผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตราว 70% ที่ยังนิยมชมชอบในตัวผู้นำคนปัจจุบันอยู่ แต่ตัวเลขนี้ถือเป็นตัวเลขที่ต่ำอยู่ดี ขณะที่ ทางฝั่งผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันนั้น มีเพียง 8% เท่านั้นที่ยังให้คะแนนบวกต่อปธน.ไบเดนอยู่

และเมื่อผู้ทำการสำรวจขอให้ผู้ตอบแบบสอบถาม แยกแยะความรู้สึกที่มีต่อ ‘โจ ไบเดน’ ออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี และพิจารณาว่า มีความรู้สึกด้านบวกหรือไม่ คำตอบที่ได้มาก็ไม่ต่างจากคำถามก่อนหน้าเท่าใด ไม่ว่าจะมองในฐานะคน ๆ หนึ่ง หรือผู้นำประเทศ

สัญญาณลบ สำหรับการเลือกตั้งกลางเทอม

ไคล์ คอนดิก บรรณาธิการบริหารของวารสารออนไลน์ Sabato’s Crystal Ball ของศูนย์ Center for Politics แห่ง University of Virginia บอกกับ วีโอเอ ว่า คะแนนนิยมของปธน.ไบเดนในการสำรวจครั้งล่าสุดนี้ต่ำกว่าคะแนนที่เคยสำรวจได้ในครั้งก่อน ๆ อย่างมาก ทั้งยังเป็นสัญญาณน่าห่วงสำหรับตัวปธน.ไบเดน และพรรคเดโมแครตด้วย

คอนดิก กล่าวว่า “ตัวเลขนี้ค่อย ๆ ลดลงติดต่อกันเป็นเวลานานแล้ว นับตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว” และกล่าวเสริมว่า แรงกัดเซาะที่เกิดขึ้นต่อความนิยมของปธน.ไบเดนที่มามาสักพักนี้มีท่าทีว่าจะดำเนินต่อไป และถ้าถามว่า นี่คือจุดต่ำสุดแล้วหรือยัง คำตอบคือ ยังไม่ถึงจุดนั้นเลยในเวลานี้

ประเด็นดังกล่าว ถือเป็นข่าวร้ายสำหรับพรรคเดโมแครตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อการเลือกตั้งกลางเทอมจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ จะเป็นจุดชี้ขาดว่า พรรคใดจะได้คุมเสียงข้างมากในสภาคองเกรสในช่วง 2 ปีข้างหน้า และ คอนดิก ระบุว่า “โดยปกติ คะแนนนิยมที่ตกต่ำนั้น คือ ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสำหรับพรรคของผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีนั้น ออกมาไม่ดี”

ความไม่แน่นอนของทิศการเลือกตั้งขั้นต้น

ก่อนหน้านี้ มีรายงานข่าวว่า สมาชิกพรรคเดโมแครตหลายรายอยากจะให้ปธน.ไบเดน ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 ซึ่งทำให้เกิดการคาดการณ์ว่า พรรคนี้อาจนำเสนอผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งคนใหม่มาท้าชิงในการเลือกตั้งขั้นต้นก็เป็นได้

แม้ว่า การที่พรรคหนึ่ง ๆ จะเสนอผู้สมัครมาท้าชิงสมาชิกพรรคที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในขณะนั้น เพื่อเป็นตัวแทนของพรรคลงสนามเลือกตั้งทั่วประเทศจะไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่เหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อปี ค.ศ. 1992 เมื่ออดีตประธานาธิบดีจอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช ถูก แพ็ต บุคาแนน สมาชิกพรรครีพับลิกันหัวอนุรักษ์นิยมไฟแรงท้าชิงเป็นตัวแทนพรรคในการเลือกตั้งขั้นต้น

ก่อนหน้านั้นในปี ค.ศ. 1980 จิมมี่ คาร์เตอร์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ สังกัดพรรคเดโมแครต ก็เคยถูก ส.ว.เอ็ดเวิร์ด เคนเนดี้ จากรัฐแมสซาชูเซตส์ ท้าชิงในการเลือกตั้งขั้นต้น เช่นเดียวกับกรณีของอดีตประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ด ที่สังกัดพรรครีพับลิกัน ที่ถูกอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน สมัยที่ยังดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ท้าชิงเมื่อปี ค.ศ. 1976

อย่างไรก็ดี อดีตประธานาธิบดีทั้ง 3 คนสามารถเอาชนะผู้ท้าชิงในการเป็นผู้แทนพรรคลงสนามเลือกตั้งผู้นำประเทศได้ ก่อนจะแพ้ให้กับคู่แข่งจากพรรคตรงข้ามในที่สุด

สำหรับกรณีของปธน.ไบเดน ที่ยืนยันว่า จะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกรอบแน่ ๆ และยังไม่มีสมาชิกพรรคเดโมแครตคนใดที่แสดงตนว่า สนใจจะขึ้นมาท้าชิงในเวลานี้ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า หากคะแนนนิยมของไบเดนยังลดลงต่อไปเรื่อย ๆ โอกาสที่จะมีนักการเมืองสังกัดพรรคเดโมแครตก้าวออกมาขอเป็นตัวเลือกในการเลือกตั้งขั้นต้นของพรรคก็จะสูงตามขึ้นไป

คริส สไตเออร์วอลต์ นักวิชาการจาก American Enterprise Institute ระบุความเห็นในอีเมล์ที่ส่งให้ วีโอเอ ว่า “ประเด็นของผู้ที่อยู่ในตำแหน่งและเริ่มเสื่อมความนิยมก็คือ ปัญหาต่าง ๆ และข้อจำกัดทั้งหลายของคน ๆ นั้น เป็นเรื่องชัดเจนเป็นรูปธรรมอยู่แล้ว ขณะที่ เรื่องของความได้เปรียบหรือเสียเปรียบของผู้ที่จะมาแทนที่นั้นยังเป็นเรื่องสมมติอยู่”

เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2020 หลายคนคงจำได้ว่า ปธน.ไบเดน เรียกตัวเองว่า เป็นนักเจรจาที่จะช่วยแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างระหว่างเดโมแครตและรีพับลิกันในการผลักดันกฎหมายสำคัญ ๆ ทั้งหลาย และนับตั้งแต่ก้าวขึ้นรับตำแหน่งมา ผู้นำคนปัจจุบันก็สามารถผลักดันร่างกฎหมายที่ได้รับการสนับสนุนจากทั้งสองพรรคใหญ่มาได้หลายฉบับ ทั้ง การยกเครื่องโครงสร้างพื้นฐานของประเทศและการแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่เกิดจากปืน ซึ่งถูกใจคนเกือบทั้งประเทศ แต่ความเป็นจริงก็คือ ปธน.ไบเดน ยังไม่ประสบความสำเร็จในการทำให้นโยบายสำคัญ ๆ ของพรรคเดโมแครตกลายเป็นจริงได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปกป้องสิทธิการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง การแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน การส่งเสริมโอกาสด้านการศึกษา หรือ การให้ความช่วยเหลือผู้มีฐานะยากจน เป็นต้น

ที่มา: วีโอเอ

XS
SM
MD
LG