ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

โพลล์ชี้คนรุ่นใหม่คาดได้เห็น 'การโจมตีด้วยนิวเคลียร์' ในอีก 10 ปี


Syrians carry away the body of a man retrieved from the rubble of a building following a regime air strike on a vegetable market in Syria's last major opposition bastion of Idlib on January 15, 2020. - Regime air strikes on Syria's last major…
please wait
Embed

No media source currently available

0:00 0:03:37 0:00

ในการสำรวจขององค์การต่างประเทศ ราวครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นคนวัย millennial อายุ 25 ถึง 39 ปี เชื่อว่าจะได้เห็นสงครามโลกครั้งใหญ่และการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ในช่วงชีวิตของพวกเขา

โพลล์ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมกาชาดระหว่างประเทศ (International Committee of the Red Cross) หรือ ICRC สอบถามคนวัย millennial จำนวน 16,000 ราย ใน 16 ประเทศ ซึ่งมีทั้งประเทศที่อยู่และไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม

ปรากฏว่า คนส่วนใหญ่ กังวลกับอนาคตและเชื่อว่าความตึงเครียดระหว่างประเทศ เช่นความขัดแย้งด้านนิวเคลียร์ จะนำไปสู่สงครามที่สร้างหายหนะครั้งใหญ่แก่โลกของเรา

ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 54 เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการใช้อาวุธนิวเคลียร์ในอีก 10 ปีจากนี้ และร้อยละ 47 คิดว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ในช่วงชีวิตของพวกเขา

อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 84 ต่อต้านการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งผู้จัดทำการสำรวจกล่าวว่าเป็นตัวเลขที่สร้างความหวัง

นีชาต นีชาต (Nishat Nishat) ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของ ICRC ระบุว่า เป็นสัญญาณที่ดีที่คนรุ่นใหม่โดยทั่วไปเข้าใจถึงหายนะที่จะเกิดขึ้นหากมีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ และคนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ที่จะใช้อาวุธดังกล่าว ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม

แต่การสำรวจนี้ยังชี้ให้เห็นว่าคนจำนวนหนึ่งยอมรับการทรมานผู้อื่น ซึ่งขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศที่คุ้มครองคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ขั้นพื้นฐาน

กล่าวคือร้อยละ 37 ของผู้ตอบแบบสอบถามวัย millennial เห็นว่า การทรมานเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ในบางกรณี

ประเทศต่างๆลงนามรับรองสนธิสัญญาเจนีวาเมื่อ 70 ปีก่อน เพื่อวางกรอบกฎเกณฑ์เรื่องการทำสงคราม ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เชื่อว่าควรมีการดำเนินการมากขึ้นในการจำกัดรูปแบบการทำสงคราม

รองประธานคณะกรรมกาชาดระหว่างประเทศ แดเนียล ลิตเทิลจอห์น-คาร์ลิโล กล่าวว่า ผู้ตอบแบบสอบถามเห็นด้วยอย่างท่วมท้นว่า ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในสนามรบควรหลีกเลี่ยงความสูญเสียต่อพลเรือนให้มากที่สุด

แต่ก็ยังมีร้อยละ 15 ที่สนับสนุนปฏิบัติการในทุกรูปแบบเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ แม้ว่าอาจเกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตของพลเรือน

เขากล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของงานด้านการรณรงค์ให้ผู้วางนโยบายพิจารณาถึงการลดความสูญเสียจากความขัดแย้งต่อพลเรือน

การสำรวจความคิดเห็นชี้ให้เห็นด้วยว่า ร้อยละ 73 ของผู้ตอบแบบสอบถาม ให้ความสำคัญกับการดูแลด้านจิตใจต่อเหยื่อของความขัดเเย้ง ในระดับเดียวกับการให้ความช่วยเหลือด้านอาหาร นำ้สะอาดและที่พักพิงต่อคนเหล่านี้

XS
SM
MD
LG