ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

ศาลโลกสั่งเมียนมาปกป้องชาวโรฮีนจาเป็นมาตรการเร่งด่วน


Myanmar
please wait
Embed

No media source currently available

0:00 0:04:11 0:00

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ศาลโลก (International Court of Justice) ที่กรุงเฮก แห่งเนเธอร์แลนด์ มีคำสั่งให้เมียนมา ใช้มาตรการทุกอย่างที่รัฐบาลเมียนมามีขอบเขตอำนาจ เพื่อปกป้องชาวโรฮีนจาจากการทารุณกรรมที่เข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในทุกรูปแบบ ภายใต้มาตรการระยะสั้นเพื่อคุ้มครองเหยื่อ หรือที่เรียกว่า provisional measures พร้อมทั้งยังกำหนดให้รัฐบาลเมียนมาต้องรายงานต่อศาลภายใน 4 เดือนข้างหน้า และต้องส่งรายงานมายังศาลโลกทุกๆ 6 เดือนต่อจากนี้ จนกว่าการพิจารณคดีจะเสร็จสิ้น

ศาลโลกมีคำตัดสินออกมาเมื่อวันพฤหัสบดี หลังจากที่รัฐบาลแกมเบียที่ยื่นคำร้องต่อศาลโลก กล่าวหาว่าเมียนมาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมโรฮีนจา จนเป็นเหตุให้ชาวโรฮีนจานับแสนชีวิตต้องลี้ภัยออกจากถิ่นฐานเดิมไปยังบังคลาเทศ เมื่อปี ค.ศ. 2017 แต่ทางศาลโลกยังไม่ได้มีคำตัดสินว่าเมียนมาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมโรฮีนจาหรือไม่

ด้านรัฐบาลเมียนมา ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนหลังคำตัดสินจากศาลโลกในประเด็นดังกล่าวออกมา

ส่วน โร เน ซาน ลวิน หนึ่งในผู้รอดชีวิตชาวโรฮีนจาจากเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่อพยพไปยังเยอรมนี และกลายเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิชาวโรฮีนจา พอใจกับคำตัดสินของศาลโลกที่ออกมาล่าสุดนี้ แต่มองว่าการคุ้มครองปกป้องสวัสดิภาพของชาวมุสลิมโรฮีนจา ควรจะครอบคลุมชาวโรฮีนจาอีกราว 6 แสนชีวิตที่ยังอาศัยอยู่ในเมียนมาด้วย

เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ประเทศแกมเบีย ในทวีปแอฟริกา ซึ่งมีประชากรจำนวนมากนับถือศาสนาอิสลาม ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากองค์การความร่วมมืออิสลาม ที่มีสมาชิก 57 ประเทศ เดินหน้ายื่นคำร้องต่อศาลโลก กล่าวหาเมียนมาว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมโรฮีนจา ซึ่งถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษการก่ออาชญากรรมสังหารล้างเผ่าพันธุ์ ของสหประชาชาติ และทำให้ชาวโรฮีนจามากกว่า 7 แสนคน ต้องอพยพข้ามพรมแดนเมียนมาไปยังบังคลาเทศ เมื่อเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 2017

ในประเด็นนี้ทางรัฐบาลเมียนมาอ้างว่าเป็นการตอบโต้การโจมตีจากกองกำลังติดอาวุธชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ และว่าศาลโลกไม่มีอำนาจในการดำเนินคดีนี้ ก่อนที่ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา นางอองซานซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ เดินทางมาแก้ต่างที่ศาลโลกด้วยตนเอง

รายงานของสหประชาชาติในประเด็นดังกล่าวได้ข้อสรุปว่า เมียนมามีความตั้งใจฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยยึดตามข้อมูลหลักฐานจากชาวโรฮีนจาผู้รอดชีวิตที่อพยพไปยังบังคลาเทศ ยืนยันว่าที่ชาวโรฮีนจาในพื้นที่ถูกสังหารหมู่ ข่มขืนและถูกเผาบ้านเรือน

ด้านคณะกรรมการสอบสวนอิสระที่รัฐบาลเมียนมาจัดตั้งขึ้น ได้สรุปว่า มีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเมียนมาใช้กำลังเกินกว่าเหตุ ก่ออาชญากรรมสงคราม และละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงต่อชาวโรฮีนจา แต่ไม่พบหลักฐานเพียงพอที่จะบอกได้ว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวมุสลิมโรฮีนจา

นายแมทธิว สมิธ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน และผู้ก่อตั้งองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร Fortify Rights มองว่า คำตัดสินของศาลโลกที่ออกมา สะท้อนว่าเมียนมาไม่สามารถปฏิเสธว่าการใช้ความรุนแรงต่อชาวโรฮีนจาไม่เคยเกิดขึ้นได้อีกแล้ว โดยคำสั่งจากศาลโลกจะถูกส่งต่อให้ทางคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติดูแลต่อไป ซึ่งหากเมียนมาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว ทางคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ก็พร้อมที่จะยกระดับมาตรการกดดันกับเมียนมาอย่างเต็มที่

XS
SM
MD
LG