ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

Facebook Papers เจาะลึกกิจการโซเชียลมีเดีย กับคำถามหลายมิติที่มากกว่าเป้ากำไร


In this handout photo provided by UK Parliament, Facebook whistleblower Frances Haugen, right, gives evidence to the joint committee for the Draft Online Safety Bill, as part of government plans for social media regulation, in London, Oct. 25, 2021.
please wait

No media source currently available

0:00 0:04:19 0:00


Facebook Papers ซึ่งเป็นเอกสารหลายพันหน้าเกี่ยวกับการทำธุรกิจของสื่อสังคมออนไลน์ที่ได้ถูกรวบรวมจากคนภายในองค์กรและสื่อต่างๆ ในสหรัฐฯ ได้ชี้ถึงความขัดแย้งในบริษัทเและปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อการใช้งานของเฟสบุ๊คซึ่งมีผู้ใช้ราวสามพันล้านคนทั่วโลก

เอกสารดังกล่าวยังระบุว่าเฟสบุ๊คละเลยการแก้ปัญหาข้างต้น แม้นักวิจัยและพนักงานหลายคนได้รายงานผู้บริหารระดับสูงถึงอันตรายที่เกิดขึ้นก็ตาม

อาจารย์นิเทศศาสตร์จาก Syracuse University เจนนิเฟอร์​ กรายเจล ซึ่งศึกษาเฟสบุ๊คมาหลายปีบอกกับสำนักข่าว AP ว่า แท้จริงแล้ว อำนาจการตัดสินใจการแก้ปัญหาต่างๆ ขึ้นอยู่ที่ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ

นักวิชาการผู้นี้กล่าวว่า มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กต้องการให้บริษัทของเขาเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อที่จะสามารถขยายอำนาจและการเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น

Facebook Papers ระบุต่อไปว่า เอกสารภายในองค์กรเมื่อปีที่ผ่านมาพบว่า คนหนุ่มสาวใช้งานเฟสบุ๊คน้อยกว่าผู้ใหญ่ที่มีอายุ เนื่องจากพวกเขามองว่าเฟสบุ๊คมีเนื้อหาที่ “ไม่น่าสนใจ” และเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ “ไม่ทันสมัย” อีกต่อไป กลุ่มผู้ใช้เหล่ากลับหันไปเล่นแอปพลิเคชั่นอื่นๆ เช่น TikTok หรือ Snapchat มากกว่าเฟสบุ๊ค

อย่างไรก็ตามเฟสบุ๊คได้ออกมาโต้กลับว่าแอปพลิเคชั่นของตนนั้นยังเป็นที่สนใจในหมู่วัยรุ่นอยู่ แต่ก็ยอมรับว่ามีการแข่งขันกับแอปพลิเคชั่นต่างๆ สูง

The founder and CEO of Facebook Mark Zuckerberg speaks during the 56th Munich Security Conference in Munich, Germany, on Feb. 15, 2020.
The founder and CEO of Facebook Mark Zuckerberg speaks during the 56th Munich Security Conference in Munich, Germany, on Feb. 15, 2020.

ด้วยเหตุนี้ เฟสบุ๊คจึงงัดกลยุทธการจับลูกค้ากลุ่มที่อยู่นอกสหรัฐฯ และยุโรป

ตามรายงานของ Facebook Papers ผู้ใช้งานกลุ่มใหม่นี้คือประชากรที่อยู่ในประเทศอัฟกานิสถานและเมียนมาร์ อย่างไรก็ตามเฟสบุ๊คไม่มีระบบที่สามารถรองรับลูกค้ากลุ่มใหม่นับล้านคนได้ รวมทั้งไม่มีพนักงานพอที่จะคัดกรองเนื้อหาสุดโต่งในภาษาต่างๆ อีกด้วย

ตัวอย่างเช่นในประเทศเมียนมาร์ ผู้เชี่ยวชาญพบว่าเฟสบุ๊คมีส่วนเกี่ยวข้องกับการแพร่เนื้อหาเพื่อยุยงให้คนในประเทศทำร้ายชาวโรฮิงญามุสลิม เนื่องจากกลุ่มหัวรุนแรงได้ใช้เฟสบุ๊คกระจายข้อมูลในภาษาพม่าเพราะแพลตฟอร์มดังกล่าวไม่มีเจ้าหน้าที่หรือ AI ที่สามารถคัดกรองข้อมูลในภาษาข้างต้นได้

แต่ Facebook Papers ระบุว่า เฟสบุ๊คเลือกที่จะละเลยและไม่ป้องกันปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นจากการขยายฐานผู้ใช้งานขององค์กร ทั้งๆที่ทราบว่าโปรเเกรมของตนอาจปล่อยเนื้อหาอันตรายออกไป เช่นเนื้อหาที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแนวคิดผู้ใช้บางส่วนให้กลายเป็นกลุ่มหัวรุนแรง หรือการกระตุ้นค้ามนุษย์และการปลิดชีพตนเองในหมู่วัยรุ่น เหตุผลหลักมาจากการแก้ปัญหาข้างต้นจะกระทบต่อการเจริญเติบโตของแพลตฟอร์มและกำไรของบริษัท

Facebook whistleblower Frances Haugen leaves after giving evidence to the joint committee for the Draft Online Safety Bill, as part of British government plans for social media regulation, at the Houses of Parliament, in London, Oct. 25, 2021.
Facebook whistleblower Frances Haugen leaves after giving evidence to the joint committee for the Draft Online Safety Bill, as part of British government plans for social media regulation, at the Houses of Parliament, in London, Oct. 25, 2021.

ประมาณหนึ่งเดือนหลังจากที่อดีตพนักงานของเฟสบุ๊ค ฟรานซิส เฮาเกน ได้ออกมาเปิดโปงปัญหาข้างต้นของเฟสบุ๊คต่อสาธารณะ หัวหน้าการจัดการด้านนโยบายของเฟสบุ๊ค โมนิกา บิกเกริท์ กล่าวว่า เฟสบุ๊คไม่เคยและจะไม่ให้ความสำคัญต่อปริมาณการใช้ของลูกค้าในรูปแบบ engagement มากกว่าความปลอดภัยของผู้ใช้

ทั้งนี้ เฟสบุ๊คได้พยายามที่จะทำให้อดีตพนักงานคนดังกล่าวดูขาดความน่าเชื่อถือ โดยระบุว่าเธอไม่ได้เป็นผู้จัดการหรือดูแลปัญหาข้างตนโดยตรง ตามรายงานของ AP

นอกจากนี้ หลังจากที่เฟสบุ๊คทราบว่าสื่อหลายแห่งในสหรัฐฯ ได้รวบรวมข้อมูลถึงปัญหาต่างๆ ขององค์กรและพร้อมที่เผยแพร่ผ่าน Facebook Papers ทางฝ่ายประชาสัมพันธ์ของเฟสบุ๊คได้ระบุผ่านทวิตเตอร์ว่า การเลือกที่นำเอกสารภายในองค์กรแค่บางส่วนจากเอกสารเป็นล้านๆ ชิ้นมาเปิดเผยนั้น ไม่สามารถสะท้อนถึงภาพรวมที่แท้จริงภายในองค์กรได้ “ความจริงคือการที่บริษัทได้ลงทุนมากกว่า หนึ่งหมื่นสามพันล้านดอลลาร์เพื่อที่จะจ้างพนักงานมากกว่า 40,000 คน ให้คอยดูแลให้เฟสบุ๊คเป็นแพลตฟอร์มที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน”

โซเฟีย จางซึ่งเป็นอดีตพนักงานเฟสบุ๊คอีกรายหนึ่งได้เล่าว่า บริษัทโชเชียลมีเดียแห่งนี้ได้ให้พนักงานในองค์กรทำแบบสำรวจเป็นประจำถึงเรื่องที่ว่าเฟสบุ๊คทำให้โลกดีขึ้นทำให้โลกดีขึ้นหรือไม่

เธอบอกตอนที่เธอเริ่มทำงานกับเฟสบุ๊คประมาณ 70% ของพนักงานบอกว่าเฟสบุ๊คทำให้โลกดีขึ้น แต่ตัวเลขดังกล่าวได้ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 50% ตอนที่เธอถูกให้ออกจากงานในปี 2020

ณ ปัจจุบันนี้ เฟสบุ๊คไม่ได้มีการเปิดเผยยอดของผลของสำรวจว่าเป็นเช่นไร

(ที่มา สำนักข่าว AP)

XS
SM
MD
LG