ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

จีนใช้การทูต “ไม้นุ่ม” ต้านอิทธิพลสหรัฐฯ ในอาเซียน - ใช้ “ไม้แข็ง” โต้เสียงวิจารณ์


please wait

No media source currently available

0:00 0:05:13 0:00

ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียให้ความเห็นว่า จีนใช้โอกาสที่ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีปัญหาเศรษฐกิจจากโควิด-19 เสนอให้ความช่วยเหลือในหลายด้านเพื่อต้านอิทธิพลของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ ขณะเดียวกันจีนก็ใช้ท่าทีประจัญหน้ามากขึ้นในการรับมือกับคำวิพากษ์วิจารณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนจากสหรัฐฯ ด้วยการยกประเด็นเกี่ยวกับความไม่ยุติธรรมทางสังคมและการปฏิบัติต่อคนต่างผิวพรรณในสหรัฐฯ ขึ้นมาโจมตีตอบโต้เช่นกัน

ตัวอย่างเช่น ก่อนที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน จะปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 20 มกราคมนั้น นายหวัง ยี่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้ไปเยือนบรูไน อินโดนีเซีย เมียนมา และฟิลิปปินส์ และสัญญาว่าจีนจะให้ความช่วยเหลือในเรื่องวัคซีน การลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งเรื่องการค้าด้วย

Singapore's Foreign Minister Vivian Balakrishnan and Chinese Foreign Minister Wang Yi
Singapore's Foreign Minister Vivian Balakrishnan and Chinese Foreign Minister Wang Yi

ท่าทีแบบ "ไม้อ่อน" ของจีนต่ออาเซียน

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนเพิ่งเสร็จสิ้นการหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศของสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ที่กรุงปักกิ่ง โดยสำนักข่าวซินหัวรายงานว่า จีนจะยืนหยัดเพื่อผลประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนาต่าง ๆ ทั้งที่มีขนาดเล็กและขนาดกลางในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้

หัวข้อของการหารือนั้น รวมถึงเรื่องการแจกจ่ายวัคซีนโควิด-19 การช่วยเหลือประเทศเหล่านี้ให้ฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในช่วงหลังโควิด รวมทั้งเรื่องอื่น ๆ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าอาจจะมีผลช่วยโน้มน้าวหลายประเทศในภูมิภาคนี้เข้าไปหาจีนและออกจากเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ ได้

ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียบางคน เช่น อาจารย์ Stephen Nagy ของมหาวิทยาลัย International Christian University ในกรุงโตเกียว กล่าวว่า ประเทศสมาชิกของอาเซียนส่วนใหญ่นั้นต้องการรักษาความเป็นกลางโดยไม่โอนเอียงเข้าข้างฝ่ายใด ถึงแม้ว่าหลายประเทศจะไม่พอใจในการกล่าวอ้างกรรมสิทธิ์ของจีนเหนือพื้นที่บางส่วนในทะเลจีนใต้ รวมทั้งเรื่องการควบคุมทรัพยากรน้ำเหนือเขื่อนในแม่น้ำโขงก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่านายหวัง ยี่ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนจะพยายามส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า จีนต้องการเป็นหุ้นส่วนกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ และกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ควรมีท่าทีที่โอนอ่อนและคล้อยตามจีนก่อนที่จะคล้อยตามสหรัฐฯ ด้วย

ISEAS: A majority of ASEAN respondents choose to side with the US over China; 02/10/21
ISEAS: A majority of ASEAN respondents choose to side with the US over China; 02/10/21

การแข่งขันขยายอิทธิพลระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ในอาเซียน

ในช่วงไตรมาสแรกของปีที่แล้ว สหรัฐฯ ได้เสนอให้ความช่วยเหลือด้านสาธารณสุขและมนุษยธรรมเพื่อบรรเทาปัญหาจากโควิด-19 มูลค่าราว 18 ล้านดอลลาร์แก่กลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ความช่วยเหลือดังกล่าวก็ยังเทียบไม่ได้กับขนาดและขอบข่ายของโครงการหนึ่งแถบหนึ่งถนนมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์จากจีน

รองศาสตราจารย์ Alan Chong จาก S. Rajaratnam School of International Studies ในสิงคโปร์ ได้ชี้ว่า การลงทุนของจีนในโครงการหนึ่งแถบหนึ่งถนนในหลายประเทศของอาเซียนก็น่าจะเพียงพอที่จะช่วยประคับประคองเศรษฐกิจของประเทศซึ่งได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เหล่านี้ได้

นอกจากนั้น กลุ่มประเทศอาเซียนยังคาดหวังว่าจีนจะมีบทบาทมากกว่าสหรัฐฯ เพื่อนำเสถียรภาพกลับคืนสู่เมียนมา รวมทั้งยังหวังด้วยว่านักท่องเที่ยวจากจีนและความต้องการสินค้าออกจากประเทศของตนก็จะมีส่วนช่วยบรรเทาปัญหาทางเศรษฐกิจได้

การทูต "ไม้แข็ง" ของจีนต่อสหรัฐฯ

ขณะที่จีนใช้นโยบายการให้ความช่วยเหลือหรือ soft diplomacy สำหรับกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น ในอีกด้านหนึ่งจีนก็หันมาใช้ไม้แข็งในการทำสงครามข่าวสารข้อมูลเพื่อตอบโต้คำตำหนิวิจารณ์จากสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องสิทธิมนุษยชน

รายงานการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ของ Atlantic Council ในสหรัฐฯ ชี้ว่า ปฎิบัติการข่าวสารข้อมูลของจีนมีความทันสมัยมากขึ้น และได้จับประเด็นเรื่องความไม่ยุติธรรมทางเชื้อชาติและความไม่ทัดเทียมด้านรายได้ทั้งในสหรัฐฯ และในกลุ่มประเทศยุโรปเป็นหัวข้อในการโจมตีกลับ อย่างเช่น มีการเปรียบเทียบการปฎิบัติของตำรวจในสหรัฐฯ ต่อคนผิวดำเพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหาเรื่องการใช้กำลังของตำรวจกับผู้ประท้วงในฮ่องกง เป็นต้น

และเมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลปักกิ่งได้เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยในสหรัฐฯ โดยชี้ว่า มีการแบ่งแยกเลือกปฏิบัติด้านเชื้อชาติอย่างกว้างขวาง ต่อเนื่อง และเป็นระบบ ทั้งยังโจมตีด้วยว่าการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ในสหรัฐฯ ทำให้ความแตกแยกทางสังคมและความขัดแย้งระหว่างคนต่างเชื้อชาติยิ่งเลวร้ายลง ทั้งยังทำให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้นด้วย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนมักจะบอกปัดคำตำหนิจากต่างชาติเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยอ้างว่าสื่อมวลชนและมหาอำนาจต่างประเทศควรยุติการก้าวก่ายแทรกแซงกิจการภายในของตน แต่มาขณะนี้ นักวิเคราะห์ชี้ว่าจีนได้หันมาใช้กลยุทธ์การทำสงครามข่าวสารข้อมูลแบบประจัญหน้ามากขึ้น โดยมุ่งหยิบประเด็นปัญหาต่าง ๆทางสังคมที่เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศตะวันตกเพื่อตอบโต้และโจมตีกลับบ้างเช่นกัน

XS
SM
MD
LG