ลิ้งค์เชื่อมต่อ

ประเด็นขัดแย้งด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมืองดึงภาพลักษณ์ของจีนในเกาหลีใต้ให้ตกต่ำกว่าเท่าตัว


please wait
Embed

No media source currently available

0:00 0:05:40 0:00

ในช่วงห้าปีที่ผ่านมานี้ ประเด็นขัดแย้งด้านวัฒนธรรม ทั้งจากซีรีส์ทีวีแนวประวัติศาสตร์ที่ฉายในเกาหลีใต้ไปถึงเรื่องกิมจิและการห้ามศิลปิน K-pop แสดงในจีน ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของจีนในเกาหลีใต้ตกต่ำลงถึงหนึ่งเท่าตัว

โดยกรณีหนึ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2021 นี้มาจากซีรีส์ทีวีแนวแอ็คชั่นแฟนตาซีอิงประวัติศาสตร์เรื่อง Jaseon Exorcist หรือหมอผีโชซอนซึ่งใช้งบประมาณสร้างถึง 28 ล้านดอลลาร์ โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่างราชวงศ์ของเกาหลีใต้ในอดีตกับเหล่าซอมบี้ที่หวังจะครองโลกมนุษย์ แต่ซีรีส์ที่ว่านี้ได้ถูกยกเลิกฉายเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาหลังจากที่ออกฉายได้เพียงสองตอนเพราะผู้ชมชาวเกาหลีใต้ไม่พอใจและมีเสียงตำหนิว่าฉากและการนำเสนอรายละเอียดบางอย่างในเรื่องนี้ถูกบิดเบือนและถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมของจีน อาทิเช่น มีการดื่มสุราแบบจีนและกินอาหารของจีน เช่น เกี้ยว ขนมไหว้พระจันทร์ และไข่เยี่ยวม้า เป็นต้น

เสียงประท้วงของชาวเกาหลีใต้ในเรื่องนี้ทำโฆษณาบางรายต้องถอนตัวและเป็นผลให้สถานีโทรทัศน์ของเกาหลีใต้ที่นำซีรีส์ออกฉายต้องออกมาขอโทษที่ได้สร้างความไม่พอใจให้กับผู้ชม โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์และต่อต้านจีนที่เพิ่มมากขึ้นในวงการบันเทิงและวัฒนธรรม นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่องที่เหมือนเป็นการขยี้เกลือลงบนแผลสดของชาวเกาหลีใต้ด้วย จากการที่ Global Times หนังสือพิมพ์ของทางการจีนได้กล่าวอ้างว่ากิมจิอาหารประจำชาติของเกาหลีใต้นั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากจีน

ผลการสำรวจความคิดเห็นหลายชิ้นในช่วงหลังนี้แสดงว่าขณะนี้ชาวเกาหลีใต้ราว 75% มองจีนในแง่ลบพอๆ กับที่มองญี่ปุ่นซึ่งเคยยึดครองเกาหลีใต้มาก่อน โดยภาพลักษณ์ในแง่ลบเกี่ยวกับจีนได้เพิ่มขึ้นถึงราวหนึ่งเท่าตัวคือจาก 37% เมื่อปี 2558 มาเป็น 75% ในปี 2563

นักวิเคราะห์ให้ความเห็นว่าเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความตึงเครียดนี้ส่วนหนึ่งมาจากความกังวลของชาวเกาหลีใต้เกี่ยวกับพละอำนาจทางเศรษฐกิจและทางทหารของจีนที่เติบโตมากขึ้นรวมทั้งจากท่าทีที่แข็งกร้าวของจีนต่อประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ ในทวีปเอเชียด้วย

และเมื่อสี่ปีที่แล้วความสัมพันธ์ระหว่างเกาหลีใต้กับจีนก็ยิ่งถดถอยลงหลังจากที่เกาหลีใต้ติดตั้งระบบต่อต้านจรวดขีปนาวุธจากสหรัฐฯ ซึ่งมีชื่อว่า THAAD เพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ

อย่างไรก็ตามจีนไม่เห็นด้วยกับการนำระบบนี้มาใช้ในเกาหลีใต้เนื่องจากเรดาห์สามารถสอดแนมลึกเข้าไปในจีนได้ และเพื่อเป็นการตอบโต้จีนได้ยกเลิกกรุ๊ปทัวร์ที่ไปยังเกาหลีใต้และไม่อนุมัติให้ร้านค้าในเครือกลุ่มบริษัท Lotte ของเกาหลีใต้เปิดกิจการในประเทศจีน รวมทั้งยังสั่งห้ามกลุ่มศิลปิน K-pop ของเกาหลีใต้ไม่ให้ไปเปิดการแสดงบนจีนแผ่นดินใหญ่ด้วยซึ่งก็ได้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจให้กับเกาหลีใต้นับพันล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

นักวิเคราะห์บางคนอย่างเช่นคุณ Kim Joon-hyung อธิการบดีของสถาบัน Korea National Diplomatic Academy ตั้งข้อสังเกตว่าจีนคงไม่สามารถเป็นผู้นำระดับโลกได้หากมีพฤติกรรมแบบนี้ แต่คุณ Dali Yang ผู้เชี่ยวชาญด้านจีนที่ University of Chicago กลับมองว่าการฑูตไม่ใช่เรื่องของการผูกมิตรเสมอไปเพราะบางครั้งการสร้างความหวาดกลัวก็มีความสำคัญเช่นกัน โดยนักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าจีนกำลังพยายามจะสร้างสถานะของตนให้กลับเป็นเหมือนในอดีตหลังจากที่ถูกลบหลู่และถูกข่มขู่โดยชาติตะวันตกมานานถึงหนึ่งศตวรรษ

ขณะนี้จีนเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรวมทั้งยังมีบทบาทสำคัญด้านเศรษฐกิจและการค้าอยู่กับเกาหลีใต้ซึ่งมีพรมแดนบางส่วนติดกันด้วย แต่คุณ Kim Jiyoon นักวิจัยด้านมติมหาชนในเกาหลีใต้ตั้งข้อสังเกตว่าหากจะให้เลือกระหว่างสหรัฐฯ กับจีนแล้วชาวเกาหลีใต้ส่วนใหญ่ขอเลือกสหรัฐฯ จากการเป็นพันธมิตรทางทหารมายาวนานถึง 70 ปีรวมทั้งจากการมีค่านิยมด้านประชาธิปไตยร่วมกันด้วย

อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่ามติมหาชนของชาวเกาหลีใต้กับท่าทีของรัฐบาลกรุงโซลต่อกรุงปักกิ่งนั้นอาจจะสวนทางกันเพราะรัฐบาลเกาหลีใต้ไม่ต้องการทำให้ความสัมพันธ์ที่มีอยู่กับจีนต้องเสียไป และถึงแม้ว่าประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ของจีนอาจไปเยือนเกาหลีใต้ในอีกไม่ช้ารวมทั้งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศอาจจะกระเตื้องขึ้นได้บ้างก็ตาม แต่ถ้าดูจากปฏิกิริยาของชาวเกาหลีใต้โดยทั่วไปแล้วคงจะยังอีกนานกว่าที่ผู้ชมในเกาหลีใต้จะสบายใจและยอมรับได้กับความพยายามครอบงำทางวัฒนธรรมจากจีน

XS
SM
MD
LG