ลิ้งค์เชื่อมต่อ

logo-print

แอปเปิล ชู แอปเปิลวอทช์ สู้ตลาดสมาร์ทโฟนซบเซา


Apple CEO Tim Cook discusses the new Apple Watch 4 at the Steve Jobs Theater during an event to announce new products Wednesday, Sept. 12, 2018, in Cupertino, Calif. (AP Photo/Marcio Jose Sanchez)
please wait
Embed

No media source currently available

0:00 0:03:21 0:00

แอปเปิล (Apple) ชู Apple Watch Series 4 ยกเครื่องใหม่เอาใจคนรักสุขภาพและคนสูงวัย ส่วนสมาร์ทโฟนที่เปิดตัวใหม่ 3 รุ่นรวด อำลาปุ่มโฮมอย่างเป็นทางการ เอาใจเกมเมอร์และคนที่รักการถ่ายภาพโดยเฉพาะ

ในงาน Special Event Apple Event 2018 ที่จัดขึ้นที่ Steve Jobs Theater ในคูเปอร์ติโน รัฐแคลิฟอร์เนีย พระเอกของงานกลับกลายเป็น Apple Watch Series 4 นาฬิกาอัจฉริยะรุ่นที่ 4 มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่ เปลี่ยนไปจาก 3 รุ่นเดิมโดยสิ้นเชิง ด้วยกรอบโค้งมนกว่า ตัวเรือนบางกว่า ขนาดหน้าจอกว้างขึ้น 30% และขนาดนาฬิกาใหญ่ขึ้น จาก 38 และ 40 มม. เป็น 40 และ 44 มม. แบตเตอรี่ที่อึดขึ้น รองรับการออกกำลังกายอย่างเต็มที่ มาพร้อมกับ 3 สี Silver Gold และ Space Grey

Apple Watch Series 4 มาพร้อมกับ Siri 4 เอาใจสายสุขภาพ และขยายตลาดผู้สูงอายุโดยเฉพาะ จากระบบ Heart Rate ที่ตรวจจับการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ เช่น หัวใจเต้นแผ่ว หรือเต้นผิดจังหวะ และยังเป็นนาฬิกาเพื่อสุขภาพเรือนแรกของโลก ที่มีระบบตรวจบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ ECG ที่สามารถตรวจจับความปกติซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงของโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจได้ และยังมีระบบตรวจจับการหกล้ม ที่จะช่วยติดต่อเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินให้ภายใน 1 นาที หากไม่ได้รับการตอบสนองจากผู้สวมใส่

สนนราคาเริ่มต้นที่ 399 ดอลลาร์สำหรับรุ่น GPS และ 499 ดอลลาร์สำหรับรุ่น Cellular

ด้านสมาร์ทโฟน Apple เปิดตัวทีเดียว 3 รุ่นเหมือนปีก่อน และถือเป็นการโบกมือลาปุ่มโฮมจากสารบบของ iPhone อย่างถาวร นั่นคือ iPhone Xs, iPhone Xs Max และ iPhone X R หวังสู้ตลาดสมาร์ทโฟนที่ซบเซา

เริ่มจากเรือธง 2 รุ่น iPhone Xs ขนาดเท่ากับ iPhone X 5.8 นิ้ว และ iPhone X Max ที่ตัวเครื่องเท่ากับ iPhone 8 Plus แต่หน้าจอเต็มกรอบ 6.5 นิ้ว ใหญ่ที่สุดเท่าที่ Apple เคยทำมา หน้าจอยังเป็น OLED display ที่ใช้ระบบ Tap to Wake แทนการกดปุ่มเพื่อให้หน้าจอเปิดขึ้นเหมือน iPhone X รุ่นเดิม ระบบเสียงสเตอรีโอที่ดีกว่า ระบบชิพ A12 Bionic บวกกับ Neural Engine ที่ทำให้การทำงานเร็วขึ้น 30% รองรับเทคโนโลยี AR และคอเกมรวมทั้ง Face ID ที่เร็วขึ้นและโชว์แจ้งเตือนสำคัญทันทีที่เปิดหน้าจอ ขณะที่มีระบบ Real-time machine learning และระบบ Siri Shortcut ช่วยจัดการโปรแกรมให้ง่ายขึ้น

ส่วนกล้องมาพร้อมกับ Smart HDR ที่เก็บสีและรายละเอียดภาพได้ดีขึ้น และสามารถปรับ depth ของภาพ เหมาะกับฟังก์ชั่น Bokeh ที่สำคัญแบตเตอรี่ของทั้ง 2 รุ่นกันน้ำได้ทุกชนิด และอึดขึ้นกว่าเดิม 30 นาทีสำหรับ iPhoneXs และ 1.30 ชม. สำหรับ iPhoneXs Max

iPhoneXs และ iPhoneXs Max มาพร้อมกับ 3 สี Silver, Gold และ Space Grey พร้อมระบบ eSIM และ Dual Sim ในจีน ที่ความจุ 128, 256 และขนาดใหญ่ 512 GB โดย iPhone Xs ราคาเริ่มต้นที่ 999 ดอลลาร์ และ iPhone Xs Max เริ่มต้นที่ 1,099 ดอลลาร์

นอกจากนี้ Apple ยังเปิดตัว iPhoneXR หน้าจอขนาด 6.1 นิ้ว LCD Liquid Retina มีฟังก์ชัน Face ID ใช้ชิพ A12 Bionic กล้อง 12 ล้านพิกเซลเพียงกล้องเดียว ซึ่งต่างจาก iPhoneXs และ iPhone X Max ที่เป็นกล้องคู่ และแบตเตอรี่อึดกว่า iPhone 8 1.30 ชม.

มาพร้อมกับสีจัดจ้าน ตั้งแต่ แดง ดำ ขาว ฟ้า ส้ม (Coral) และเหลือง ความจุเริ่มต้นที่ 64, 128 และ 256 GB ราคาเริ่มต้นที่ 749 ดอลลาร์ เริ่มเปิดจอง 19 ตุลาคม และวางขายอย่างเป็นทางการ 21 ตุลาคม

ในงานนี้ Apple ชูจุดขายของการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยโครงการ Apple Giveback ซึ่งเหมือนกับการรับคืนสินค้าของ Apple เพื่อนำไป reuse และ recycle ต่อไป ซึ่งเหมือนกับการ turn-in อุปกรณ์เหล่านี้โดยได้รับเครดิตเงินคืน

ตั้งแต่เปิดตลาดซื้อขายวันพุธ หุ้น Apple ร่วงอยู่ในแดนลบตลอดทั้งวัน และหลังเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงทั้ง 3 ราคาหุ้นของ Apple ร่วงลงกว่า 1% ทันที และปิดตลาดร่วงลง 1.24% แต่ หุ้นแกตเจ็ตสุขภาพ อาทิ Fitbit ร่วงลง 3.7% ทันทีหลังเปิดตัว Apple Watch Series 4 มุมมองของ Hal Eddins หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Apple shareholder Capital Investment Counsel มองว่า การเปิดตัวครั้งนี้ไม่มีสิ่งที่เป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกที่มากพอจะดูดเงินในกระเป๋าได้เท่าไหร่

ทั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ Apple พยายามรุกตลาดกลางเป็นครั้งแรก iPhoneXR ที่ราคาเริ่มต้น 749 ดอลลาร์ แต่จากรายงานของเว็บไซต์ Nikkei ระบุว่าราคานี้ทะลุเพดานราคาสมาร์ทโฟนที่กลุ่มผู้บริโภคในตลาดเกิดใหม่จะรับได้ นอกจากนี้ ตลาดใหญ่อย่างจีนที่ Apple หวังทำตลาดนั้น ก็ยังมีส่วนแบ่งการตลาดคงที่ที่ 10% มายาวนานและยากที่จะขยายตัวไปกว่านี้ เช่นเดียวกับตลาดอินเดีย Apple มีส่วนแบ่งตลาดเพียง 2% เท่านั้น เพราะมีผู้เล่นรายใหญ่อย่าง Huawei, Oppo, Vivo และ Xiaomi สลับกันครองส่วนแบ่งตลาดในประเทศตลาดเกิดใหม่นี้อยู่

โดยมุมมองของ Arvind Singhal ประธานฝ่ายงานที่ปรึกษาด้านธุรกิจค้าปลีกของ Technopak มองว่า แอปเปิลอยู่ในสายตาของกลุ่มคนร่ำรวยสุดๆในอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดเล็กมากเท่านั้น และเขาเชื่อว่า การเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ ไม่ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจกับชาวอินเดีย เพราะเมื่อปีที่แล้ว ราคา iPhoneX 1 เครื่อง อยู่ที่ 1 แสนรูปี หรือราว 1,377 ดอลลาร์ ขณะที่รายได้เฉลี่ยของแรงงานในอินเดียนั้นไม่ถึง 2,000 ดอลลาร์ต่อปี

XS
SM
MD
LG