ลิ้งค์เชื่อมต่อ

ผู้เชี่ยวชาญแนะผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ ควรตรวจภาวะวิตกกังวล


Anxiety Screening

กลุ่มแนวปฏิบัติด้านสุขภาพในสหรัฐฯ กล่าวว่าแพทย์ควรทดสอบผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่เกี่ยวกับอาการของความวิตกกังวลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการดูแลตามปกติ

Lori Pbert นักจิตวิทยาและนักวิจัยที่ University of Massachusetts Chan Medical School หนึ่งในสมาชิกของคณะทำงานพิเศษด้านการป้องกันโรคของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านการดูแลสุขภาพที่ทำงานในรูปแบบของอาสาสมัครกล่าวว่า ได้มีการแนะนำให้ทดสอบอาการของความวิตกกังวลสำหรับทุก ๆ คนที่มีอายุระหว่าง 18 ถึง 65 ปี

ผู้เชี่ยวชาญได้เริ่มต้นศึกษาเกี่ยวกับอาการความวิตกกังวลตั้งแต่ก่อนการระบาดของ COVID-19 ดังนั้นเมื่อเกิดมีปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นจากการเกิดโรคระบาดใหญ่ แนวทางใหม่จึงเกิดขึ้นอย่างทันท่วงที

ทั้งนี้ รายงานจากเอพีเกี่ยวกับแนวทางใหม่ของคณะทำงานนี้ ระบุว่าโรควิตกกังวลเป็นปัญหาสุขภาพจิตที่พบบ่อยที่สุด

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่าราว 40% ของผู้หญิงอเมริกันได้รับผลกระทบจากอาการความวิตกกังวลในบางช่วงของชีวิต นอกจากนี้ราว 1 ใน 10 ของสตรีมีครรภ์และผู้ที่เพิ่งคลอดบุตรมักจะมีอาการวิตกกังวล และอาการที่ว่านี้ยังส่งผลกระทบต่อผู้ชายมากกว่า 25% ในสหรัฐฯ อีกด้วย

นอกจากนี้แล้ว อาการความวิตกกังวลของผู้คนทั่วโลกยังเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ผู้หญิง

ย้อนกลับไปเมื่อต้นเดือนมีนาคม องค์การอนามัยโลกได้เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์ความผิดปกติทางสุขภาพจิต โดยรายงานดังกล่าวระบุว่าในปีแรกของการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าเพิ่มขึ้น 25% ทั่วโลก

นอกจากนี้แล้ว อาการความวิตกกังวลยังสามารถแสดงออกมาในรูปแบบของอาการตื่นตระหนก ความกังวลใจ และความหวาดกลัวอย่างรุนแรง อีกด้วย

คณะทำงานพิเศษด้านการป้องกันโรคของสหรัฐฯ ชี้ว่า เครื่องมือในการทดสอบทั่ว ๆ ไปรวมถึงการตอบคำถามเกี่ยวกับอาการต่าง ๆ ระหว่างการไปพบแพทย์ประจำตัว เช่น “ความกลัวและความกังวลส่งผลต่อกิจกรรมตามปกติบ่อยแค่ไหน” แต่ไม่ได้ระบุไว้ว่าควรตรวจจะผู้ป่วยบ่อยแค่ไหน

FILE PHOTO: A stone with the word "Anxiety" forms part of the "COVID-19 Cairn," at Tufts Medical Center in Boston
FILE PHOTO: A stone with the word "Anxiety" forms part of the "COVID-19 Cairn," at Tufts Medical Center in Boston

Pbert กล่าวว่าสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือต้องเข้าใจว่ามีสิ่งที่จำเป็นมากกว่าการทดสอบเพื่อระบุอาการของโรควิตกกังวล ซึ่งขั้นตอนต่อไปจะเป็นการตรวจอย่างละเอียดโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เธอยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่าการหาการรักษาที่ดีนั้นอาจเป็นเรื่องยาก เพราะสหรัฐฯ เองก็กำลังขาดแคลนบุคลากรที่ให้การรักษาผุ้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพจิตอยู่ในตอนนี้

Megan Whaler อายุ 31 ปีจากเมืองโฮโบเกน รัฐนิวเจอร์ซี ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรควิตกกังวลในปี 2013 เธอกล่าวว่าแพทย์ควรจะทดสอบสุขภาพจิตเช่นเดียวกับสุขภาพร่างกาย เพราะ “สุขภาพก็คือสุขภาพ…ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่มองเห็นหรือไม่ก็ตาม”

แม้ว่า Whaler จะได้รับการรักษาด้วยยาและการบำบัดด้วยการพูดคุย แต่อาการของเธอแย่ลงในช่วงการระบาดใหญ่ ทำให้เธอต้องย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านพ่อแม่เป็นการชั่วคราว

เธอเล่าว่า โรคระบาดทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวที่จะออกจากบ้าน และความวิตกกังวลจะคอยบอกเธอว่าทุก ๆ ที่ที่อยู่นอกบ้านในวัยเด็กของเธอนั้นไม่ปลอดภัย จนถึงตอนนี้เธอก็ยังคงต้องต่อสู้กับความหวาดกลัวนี้อยู่

คณะทำงานพิเศษด้านการป้องกันโรคของสหรัฐฯ กล่าวว่างานวิจัยเกี่ยวกับผู้สูงอายุที่มีนั้นยังไม่เพียงพอที่จะแนะนำให้มีการทดสอบความวิตกกังวลในกลุ่มคนที่มีอายุมากกว่า 65 ปี

เมื่อเดือนเมษายน ได้มีคำแนะนำที่คล้ายกันสำหรับเด็กด้วย โดยแพทย์ทั่วไปหรือแพทย์ระดับปฐมภูมิในสหรัฐฯ ต่างทราบถึงกรณีความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นแล้ว ในปี 2020 กลุ่มที่ทำงานร่วมกับ American College of Obstetricians and Gynecologists แนะว่าการทดสอบระดับความวิตกกังวลควรเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพผู้ป่วยตามปกติที่เริ่มตั้งแต่อายุ 13 ปี

Melissa Lewis-Duarte โค้ชด้านสุขภาพวัย 42 ปี ซึ่งเป็นแม่ลูกสามที่อาศัยอยู่ในเมืองสก็อตส์เดล รัฐแอริโซนา กล่าวว่าการหายใจลึก ๆ สม่ำเสมอ การฝึกสมาธิ การกล่าวขอบคุณสิ่งต่าง ๆ ล้วนช่วยให้เธอคลายความวิตกกังวลได้ และว่าคุณหมอของเธอบอกว่า ให้นอนให้หลับ ควบคุมความเครียด แม้ว่าการดูแลตัวเองก่อนนั้นจะเป็นเรื่องยาก แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็น

  • ที่มา: เอพี
XS
SM
MD
LG