ลิ้งค์เชื่อมต่อ

ชาวอเมริกันจำนวนมากเชื่อ ตนไม่ได้ร่วมสร้าง-ไม่เดือดร้อน 'วิกฤตภูมิอากาศ'


A woman displays a placard during a demonstration in New York on June 1, 2017, to protest US President Donald Trump's decision to pull out of the 195-nation Paris climate accord deal.

ผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนชาวอเมริกันชิ้นใหม่แสดงให้เห็นว่า คนจำนวนมากไม่ได้กังวลเกี่ยวกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และไม่ได้คิดว่าตนมีส่วนร่วมในการสร้างวิกฤตด้านภูมิอากาศสักเท่าใด แม้ว่าคนส่วนใหญ่เชื่อว่า ขณะนี้โลกของเรากำลังเผชิญกับปัญหาภาวะโลกร้อนอยู่ก็ตาม

การสำรวจความคิดเห็นประชาชนในเดือนมิถุนายนโดย AP-NORC Center for Public Affairs Research แสดงให้เห็นว่า ชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่ส่วนใหญ่คิดว่า รัฐบาลและบริษัทต่าง ๆ คือ ผู้ที่มีความรับผิดชอบหลักในการจัดการกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

การสอบถามความเห็นประชาชนในสหรัฐฯ เกี่ยวกับเรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนที่สภาคองเกรสจะผ่านร่างกฎหมายใหม่ที่มีชื่อว่า Inflation Reduction Act เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยกฎหมายนี้มีเนื้อหาสำคัญหลายอย่าง ซึ่งรวมถึง การลงทุนเป็นเงินเกือบ 375,000 ล้านดอลลาร์ในยุทธศาสตร์จัดการกับปัญหาด้านภูมิอากาศในช่วง 10 ปีข้างหน้า

Climate change activists protest at the Wall Street Bull in Lower Manhattan during Extinction Rebellion protests in New York City, New York, U.S., October 7, 2019.
Climate change activists protest at the Wall Street Bull in Lower Manhattan during Extinction Rebellion protests in New York City, New York, U.S., October 7, 2019.

ผลการสำรวจนี้ระบุว่า ผู้ตอบแบบสอบถามราว 35% กล่าวว่า พวกเขารู้สึกกังวล “อย่างมากที่สุด” หรือ “อย่างมาก” เกี่ยวกับผลกระทบของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงต่อชีวิตของตน โดยตัวเลขนี้เป็นการลดลงจากระดับ 44% ในการสำรวจเมื่อเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 2019 ขณะที่ ราว 1 ใน 3 กล่าวว่า ตนมีความกังวลอยู่บ้าง

นอกจากนั้น มีเพียงครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามครั้งนี้ที่ระบุว่า ตนมีส่วนสร้างผลกระทบต่อภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ แต่ในการสำรวจเมื่อปี 2019 มีคนราว 2 ใน 3 ที่เชื่อเช่นนั้น

รายงานการสำรวจนี้ยังพบว่า ชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน และผู้ที่มีเชื้อสายมาจากประเทศที่ใช้ภาษาสเปน รวมทั้งสตรีและผู้ที่สนับสนุนพรรคเดโมแครตนั้นมีแนวโน้มที่จะมีความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อตนเอง รวมทั้งเกี่ยวกับผลกระทบของวิถีการใช้ชีวิตของตนต่อสภาพภูมิอากาศ

นักวิทยาศาสตรด้านภูมิอากาศหลายรายบอกกับสำนักข่าวเอพีว่า การเปลี่ยนแปลงของตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่น่าห่วงมาก แต่ไม่น่าแปลกใจ เมื่อพิจารณาว่าแต่ละคนมีเรื่องต้องกังวลมากมายอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านเศรษฐกิจและเงินเฟ้อพุ่งหลังจากเผชิญภาวะการระบาดใหญ่ของโควิด-19 มากกว่า 2 ปี

ในส่วนนี้ การสำรวจความคิดเห็นพบว่า จำนวนชาวอเมริกันที่มองว่าประเด็นการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่มีความสำคัญในลำดับต้น ๆ ลดลงจากการสอบถามเมื่อ 2-3 ปีก่อนด้วย

คิม คอบบ์ ผู้อำนวยการของ Institute at Brown University for Environment and Society บอกกับผู้สื่อข่าวว่า ในความเป็นจริง การแก้วิกฤตด้านสภาพภูมิอากาศนั้นจะต้องใช้หนทางทุกหนทางที่มีอยู่เพื่อจัดการกับสถานการณ์ต่าง ๆ แต่การจะให้คนทุกคนรู้สึกว่า ต้องทุ่มทุกสิ่งที่มีเพื่อแก้ปัญหานี้ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่คนทั่วไปจะทำไหวและเป็นเรื่องที่เข้าใจได้

การสำรวจนี้ชี้ว่า ประมาณ 2 ใน 3 ของชาวอเมริกันมองว่า รัฐบาลกลางสหรัฐฯ ประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลาย และบริษัทรวมทั้งอุตสาหกรรมต่าง ๆ มีความรับผิดชอบมากกว่าที่จะแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ 45% บอกว่า ความรับผิดชอบที่ว่าเป็นเรื่องของแต่ละบุคคลมากกว่า

ทั้งนี้ เอพี รายงานว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากครัวเรือนต่าง ๆ ในสหรัฐฯ นั้นต่ำกว่าก๊าซที่ปล่อยโดยรถยนต์ รถบรรทุก และพาหนะขนส่งอื่น ๆ รวมทั้งจากกระบวนการผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรมทั้งหลายด้วย

Activists from the climate group Extinction Rebellion demonstrate in front of the John Wilson District of Columbia government building to demand an end to all new fossil fuel infrastructure in Washington, U.S., April 22, 2022. REUTERS/Evelyn Hockstein
Activists from the climate group Extinction Rebellion demonstrate in front of the John Wilson District of Columbia government building to demand an end to all new fossil fuel infrastructure in Washington, U.S., April 22, 2022. REUTERS/Evelyn Hockstein

ขณะที่การศึกษาบ้านเรือนในสหรัฐฯ จำนวน 93 ล้านหลังโดยมหาวิทยาลัยแห่งมิชิแกน (University of Michigan) ชี้ว่า ประมาณ 20% ของก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาในสหรัฐฯ นั้นมาจากการใช้พลังงานของภาคครัวเรือน โดยบ้านเรือนของผู้มีฐานะสูงนั้นเป็นส่วนที่ปล่อยก๊าซดังกล่าวออกมาประมาณ 25% มากกว่าบ้านเรือนของผู้ที่มีรายได้น้อยกว่า

ในส่วนของผู้ที่เชื่อในวิกฤตโลกร้อน ราว 70% กล่าวว่า ทุกคนจำเป็นที่จะต้องทำการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของตนอย่างหนักเพื่อต่อสู้กับปัญหานี้ และส่วนใหญ่คิดว่า แต่ละคนนั้นมีหน้าที่จะต้องร่วมรับผิดชอบบ้างไม่มากก็น้อย

ชาห์ซีน อัตตารี ซึ่งศึกษาพฤติกรรมมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ที่มหาวิทยาลัยอินเดียนา (Indiana University) ให้ความเห็นว่า เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่า คน ๆ หนึ่งอาจคิดว่า ตนไม่ได้สร้างผลกระทบโดยตรงต่อภาวะโลกร้อน แต่ก็เชื่อว่า การที่คนในสังคมร่วมมือกันจัดการกับเรื่องนี้เป็นส่วนที่มีความสำคัญจริง ๆ

ผลการสำรวจล่าสุดแสดงให้เห็นว่า ชาวอเมริกัน 6 ใน 10 คน กล่าวว่า ตนได้ลดการขับขี่รถยนต์ ลดการใช้เครื่องทำความร้อนหรือเครื่องปรับอากาศ และเลือกซื้อสินค้ามือสองแทนที่จะเป็นของใหม่แล้ว ขณะที่ เกือบ 3 ใน 4 บอกว่า ได้เปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าแบบที่ประหยัดพลังงานด้วย แต่คนส่วนใหญ่ของคนกลุ่มนี้ให้เหตุผลว่า ต้องการประหยัดเงิน มากกว่าจะช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม

โจนาธาน โฟลีย์ ผู้อำนวยการบริหารขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ทำงานเกี่ยวกับปัญหาสภาพภูมิอากาศที่ชื่อ Project Drawdown ให้ความเห็นว่า ผลสำรวจของ AP-NORC ชี้ให้เห็นว่า การที่จะทำให้ชาวอเมริกันมีส่วนร่วมกับการต่อสู้ปัญหาสภาวะโลกร้อนควรเปลี่ยนจากการนำเสนอแนวคิดวันสิ้นโลกไปเป็นวิธีอื่น และเลือกใช้ผู้ส่งสารที่มีความหลากหลายกว่าที่เป็นมา รวมทั้งเน้นการนำเสนอว่า การแก้ไขปัญหานี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ชาวอเมริกันให้ความสำคัญอยู่แล้วอย่างไรบ้าง

  • ที่มา: เอพี
XS
SM
MD
LG